รู้จักขบวนการ Solarpunk ด้านกลับของ Cyberpunk จินตนาการถึงอนาคตอันสดใส ที่มนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยีรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

ทุกวันนี้ข่าวพลังอำนาจ AI ขยายตัวขึ้นทุกวัน ทำให้โลกอนาคตอันมืดมนที่เครื่องจักรปกครองมนุษย์ หรือโลกที่เทคโนโลยีไฮเทกนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำสุดขั้วแบบที่เราเห็นในหนังตอนเด็ก ดูจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงมากขึ้นทุกที
แน่นอน จินตนาการโลกอนาคตแบบนั้นเป็นไปได้ เพราะอย่างน้อยๆ หลายๆ คนก็โตมากับ ‘จินตภาพ’ แนว Cyberpunk แบบนี้ แต่ที่จริงแล้ว ในปัจจุบันก็มีจินตนาการถึงอนาคตอีกแบบ ที่เป็นด้านกลับของ Cyberpunk ที่เรียกว่า Solarpunk เดี๋ยวเราจะมารู้จักมันกัน
อะไรคือ Solarpunk?
Solarpunk คือจินตนาการถึงอนาคตอันสดใสถึงอารยธรรมมนุษย์ที่ยั่งยืนบนฐานของพลังงานหมุนเวียน และเป็นโลกที่ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จใดอยู่เหนือมนุษย์ ทุกคนเป็นอิสระและมีเทคโนโลยีเก็บเกี่ยวพลังงานสะอาดใช้ได้อย่างไม่จำกัด
สรุปให้สั้นและง่ายขึ้นอีก มันคือการจินตนาการว่า ‘หลังจากแก้ปัญหาโลกรวนได้ มนุษย์จะอยู่กันอย่างไรให้ยั่งยืน?’
ภาพที่มักจะถูกวาดขึ้นจากแนวคิดนี้ คืออารยธรรมที่เก็บเกี่ยวพลังงานธรรมชาติซึ่งมีมหาศาลอย่างแสงอาทิตย์มาใช้เป็นหลัก อันนำมาสู่ชื่อ Solarpunk และการวาดภาพอนาคตภายใต้แนวคิดนี้ มักแสดงให้เห็นถึงตึกรามบ้านช่องที่สอดคล้องและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เต็มไปด้วยแสงแดด สีสันของพืชพรรณเขียวชอุ่มตัดกับดอกไม้สีสดใส ซึ่งเป็นเหมือนด้านตรงข้ามกับโลกแบบ Cyberpunk ที่มักจะถูกให้ภาพมืดหม่น สะท้อนถึงโลกอนาคตไฮเทกที่น่าหดหู่
ในขณะที่โลก Cyberpunk เต็มไปด้วยโลหะและคอมพิวเตอร์ที่เปล่ง ‘แสงสังเคราะห์’ ที่มนุษย์สร้างขึ้น โลกของ Solarpunk ที่ไม่ว่าจะไฮเทกแค่ไหน จะไม่เคยขาดแสงแดดตามธรรมชาติและต้นไม้เด็ดขาด
ไอเดียของ Solarpunk มีพื้นฐานคล้ายกับแนวคิดด้านเศรษฐกิจและนิเวศวิทยาแบบ Degrowth ที่เชื่อว่าถ้ามนุษย์ยัง ‘เติบโตทางเศรษฐกิจ’ ต่อไป โลกไม่มีทางจะอยู่ได้ แต่แนวทางอาจต่าง เพราะ Solarpunk ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปเสียทั้งหมด แต่เลือกปฏิเสธเทคโนโลยีที่ไม่ยั่งยืนและขัดแย้งกับธรรมชาติ ดังนั้นมันจึงมีความ ‘ล้ำยุค’ และ ‘ยั่งยืน’ ไปพร้อมกัน ซึ่งต่างจากอีกหลายแนวทาง ‘ยั่งยืน’ ที่เชื่อในการ ‘ถอยหลัง’ กลับไปมีชีวิตก่อนยุคที่เราใช้พลังงานคาร์บอนมาสร้างอารยธรรมจนอุณหภูมิโลกสูงขึ้น และสภาพภูมิอากาศผิดเพี้ยนและคาดเดาไม่ได้แบบทุกวันนี้
ที่กล่าวมาคือมิติของ Solar ในคำว่า Solarpunk ส่วนความ Punk ของมัน หมายถึงการปฏิเสธอำนาจเบ็ดเสร็จ และเน้นการสร้างอารยธรรมบนฐานของการแบ่งปันและช่วยเหลือกันซึ่งเป็นฐานแนวคิดแบบขบวนการดนตรี Punk ดังนั้นไอเดียต่างๆ ในโลก Solarpunk มันเลยมักจะเปิดให้ใช้ได้และนำไปต่อยอดได้อย่างอิสระ แบบเดียวกับสิ่งที่โลกคอมพิวเตอร์เรียกว่า Open Source เพราะคนในโลกนี้เชื่อว่าเขากำลังทำงานให้มนุษยชาติมีอารยธรรมที่ยั่งยืนขึ้น ดังนั้นพิมพ์เขียวต่างๆ จึงเป็นของมนุษยชาติทั้งหมด
ที่มาของ Solarpunk
Solarpunk มีที่มาของแรงบันดาลใจที่หลากหลาย องค์ประกอบมากมายแน่นอนว่ามาจากวรรณกรรมวิทยาศาสตร์แนว Utopia หลายเรื่องตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ส่วนแนวคิด DIY และการต่อต้านอำนาจรวมศูนย์มาจากขบวนการดนตรี Punk สไตล์ปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 แนวทางสถาปัตยกรรมที่เน้นอยู่ร่วมกับธรรมชาติและเก็บเกี่ยวทรัพยากรมาใช้งาน มาจากสถาปัตยกรรมแบบ Earthship ในช่วงรอยต่อศตวรรษที่ 20 กับ 21 และแน่นอน แนวทางการใช้พลังแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหลัก มาจากพัฒนาการของเทคโนโลยีแผ่นโซลาร์เซลล์ที่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและราคาลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21

จุดแรกๆ ที่คนเอาแนวคิดพวกนี้มาผสมกันและชวนให้จินตนาการถึงอนาคตไฮเทกที่ต่างออกไปจาก Cyberpunk มาจากบล็อกโพสต์ของ Blog ชื่อ Republic of the Bees ในปี 2008 ที่เสนอว่าให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่ทั้งไฮเทกและยั่งยืนด้วยพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้งชื่อแนวทางนี้ว่า Solarpunk และยกตัวอย่างวรรณกรรม Songs from the Stars ในปี 1980 ของ Norman Spinrad เป็นตัวอย่าง
จุดเน้นสำคัญคือ Solarpunk ไม่ใช่แค่วรรณกรรม แต่คือแนวทางการสร้างอนาคตจริงๆ ในยุคสมัยของเรา คือการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาสร้างอนาคตแบบ Solarpunk ไม่ใช่แค่จินตนาการถึงมัน และถ้ามันไม่มีเทคโนโลยีเหล่านั้น เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมาใช้
ตลอดทศวรรษ 2010 ไอเดียเรื่อง Solarpunk ก็ชัดเจนขึ้น มีห้องเฉพาะให้คุยเรื่อง Solarpunk ในเว็บ ‘Pantip ฝรั่ง’ อย่าง Reddit สายวรรณกรรมมีการออกหนังสือรวมเรื่องสั้นแนว Solarpunk มามากมายที่รวมทั้งเรื่องเก่าและใหม่ จนกระทั่งเริ่มมีการจัดวรรณกรรมยุคก่อน Solarpunk เกิดมา ว่าเป็นต้นทางของแนวคิดแบบนี้
ในโลกสถาปัตยกรรม แนวทางนี้ก็เริ่มชัดขึ้นในช่วงเดียวกัน มีความพยายามพัฒนาโปรเจคตามแนวคิด Solarpunk ขึ้นมาหลายแห่ง ทว่าไม่ประสบสำเร็จนัก อย่างไรก็ตาม โครงการที่ถูกมองว่าเป็นความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมของแนวคิดนี้ ได้แก่ สวนสาธารณะไฮเทกของสิงคโปร์อย่าง Gardens by the Bay ที่เปิดตัวในปี 2011 หรืออาคาร Jewel อันโด่งดังในสนามบินชางงีซึ่งเปิดให้บริการในปี 2019 แม้ว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้จะเป็นโครงการของรัฐ แต่ก็ให้ภาพชัดว่าความไฮเทกกับ ‘ธรรมชาติ’ สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ อาคารเหล่านี้มีความล้ำยุค แต่ก็ถูกออกแบบให้ปกคลุมด้วยต้นไม้จำนวนมาก ซึ่งเป็นสไตล์ที่ถือว่าค่อนข้างแปลกใหม่ในเวลานั้น จนทำให้โครงการเหล่านี้แทบจะกลายเป็นภาพจำของสิงคโปร์สมัยใหม่ไปเลยก็ว่าได้

คำวิจารณ์ Solarpunk
แน่นอนว่าไม่มีความคิดหรือขบวนการใดที่จะปราศจากคำวิจารณ์ (เว้นแต่สิ่งที่ผู้คนไม่สนใจ) Solarpunk ก็เช่นกัน
คำวิจารณ์ที่มีต่อ Solarpunk มักไม่ได้มีต่อสิ่งที่มัน ‘ทำ’ มากเท่ากับวิจารณ์ถึงประเด็นที่ ‘ถูกละเลย’ เช่น การพยายาม ‘ปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับธรรมชาติ’ ทั้งหมด เหมือนการหนีไปจาก ‘รากของปัญหา’ ซึ่งก็คือการใช้พลังงานฟอสซิล กล่าวคือ ต่อให้เราทำโครงการ Solarpunk มากขึ้นขนาดไหน ก็อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ถ้าไม่มีการลดการใช้พลังงานฟอสซิล และการปล่อยสารพัดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง
หลายคนยัง ‘กังวล’ ว่าภาพของโครงการ Solarpunk อาจถูกบริษัทใหญ่ฉวยไปใช้ในกระบวนการ ‘ฟอกเขียว’ หรือการกลบเกลื่อนการก่อปัญหาโลกร้อนของธุรกิจบริษัทด้วยการทำ ‘โครงการสีเขียว’ มาบังหน้า ทั้งหมดนี้ จะว่าไปก็เป็นคำวิจารณ์ที่ฟังขึ้น แต่ในอีกด้านก็อาจไม่ยุติธรรมกับขบวนการ Solarpunk เท่าใดนัก เพราะโดยพื้นฐาน Solarpunk คือการพยายามจินตนาการชีวิตหรืออารยธรรมมนุษย์ ‘หลังการแก้ปัญหาโลกรวนสำเร็จ’ โดยไม่หันหลังให้เทคโนโลยี แต่จัดวางให้มนุษย์ ธรรมชาติ และเทคโนโลยีอยู่เคียงข้างกันในแบบที่ไม่ต้องย้อนเวลากลับไปมีไลฟ์สไตล์แบบก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
การแก้ปัญหาพลังงานฟอสซิลจึงไม่ใช่ปัญหาของ Solarpunk เพราะมันควรเป็นเรื่องของผู้นำประเทศต่างๆ มากกว่า ส่วน Solarpunk คือการจินตนาการเกี่ยวกับชีวิตและอารยธรรมบนฐานของการที่มนุษยชาติพร้อมใจกันหันหลังให้พลังงานฟอสซิล หันไปใช้พลังงานหมุนเวียน และบริโภคสิ่งต่างๆ อย่างยั่งยืน
แน่นอนว่า ขบวนการนี้มีลักษณะกระจัดกระจาย แยกกันทำคนละไม้คนละมือสไตล์ ‘Punk’ และมันก็ยังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดนิ่งแบบบทบัญญัติคัมภีร์ศาสนา นอกจากนี้ความเปิดกว้างของแนวคิดนี้ก็เป็นจุดแข็งที่สำคัญ เช่น ไอซ์แลนด์ที่ใช้พลังงานความร้อนจากใต้เปลือกโลกเป็นพลังงานแทบทั้งหมดประเทศ ก็มองว่าประเทศตัวเองมีความ Solarpunk แม้จะไม่ได้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และจริงๆ การกลับไปใช้ราวตากผ้าในประเทศที่แทบทุกครัวเรือนใช้เครื่องอบผ้าเพื่อทำให้ผ้าแห้ง ก็ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมแบบ Solarpunk เช่นกัน เพราะแนวคิดนี้ก็ไม่ได้เกี่ยงว่าจะใช้แนวทางภูมิปัญญาโบราณหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเก็บเกี่ยวพลังงานธรรมชาติมาใช้ สะดวกอันไหนก็ใช้อันนั้น
ที่สำคัญที่สุด Solarpunk ยังเป็นเหมือน ‘ทางเลือกที่สาม’ ที่มนุษย์ปัจจุบันสามารถเลือกได้ นอกจากทางเลือกว่าจะเดินต่อไปในอารยธรรมปัจจุบัน และมุ่งเข้าสู่โลกแบบ Cyberpunk ที่หม่นมืด หรือการเลือกย้อนยุคกลับไปมีชีวิตแบบสังคมกสิกรรมก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเต็มไปด้วยความ ‘ไม่สะดวกสบาย’ สิ่งนี้เองคือ ‘ความหวัง’ ถึงอนาคตที่ดีกว่าจากเทคโนโลยีที่เรามีอยู่และสามารถจะพัฒนาได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เรากำลังต้องการมากที่สุด ในห้วงเวลาที่บรรยากาศการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของโลกดูจะมืดมนลงทุกที
ที่มา:




ความคิดเห็น