top of page

Startup สัญชาติสวิส ปิ๊งไอเดียติดตั้งแผงโซลาร์บน ‘รางรถไฟ’เปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย แถมอยู่กับชุมชนได้

3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

‘พลังงานแสงอาทิตย์’เป็นแหล่งพลังงานสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมากในปัจจุบัน หลายๆ ประเทศผลักดันให้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เพิ่มขึ้น ซึ่งหลักๆ แล้วจะเน้นไปที่หลังคาโซลาร์ (Solar Rooftop) และโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) 


ในวันที่ความต้องการติดตั้งระบบโซลาร์ขยายตัว ความท้าทายที่ตามมาก็คือ ‘พื้นที่สำหรับติดตั้ง’ เพราะการทำสเกลเล็กไปอาจะไม่คุ้มเท่ากับการสร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ แต่การสร้างในสเกลใหญ่ก็อาจไปทำลายทัศนียภาพหรือรบกวนระบบนิเวศได้เช่นกัน โครงการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มในหลายประเทศเผชิญกระแสตอบรับที่เรียกว่า “ก็ดีนะ แต่อย่ามาสร้างแถวบ้านฉัน” (Not in My Backyard) หรือที่มักเรียกย่อๆ ว่า NIMBY


ถามว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อมไหม ‘ใช่’ แต่ถ้ามาสร้างข้างบ้านคุณล่ะ ‘ไม่’


พอเป็นแบบนี้ โครงการก่อสร้างระบบโซลาร์ขนาดใหญ่จึงต้องขบคิดหนักว่าจะไปติดตั้งที่ไหน รวมถึงแสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพัฒนาโครงการภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ที่ ‘ไม่ง่าย’ อย่างที่คิด


ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของบรรยากาศธรรมชาติและบ้านเมือง ซึ่งกำลังต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดการนำเข้าพลังงานและบรรลุเป้าหมาย Net Zero เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ


แต่ขนาดพื้นที่ของสวิตเซอร์แลนด์กลับเล็กกว่าประเทศไทยถึงประมาณ 12 เท่า แถมภูมิประเทศยังเต็มไปด้วยภูเขา การจะหาพื้นที่ราบต่ำซึ่งเหมาะสมกับการทำฟาร์มโซลาร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย


ยิ่งไปกว่านั้น สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ก็ขึ้นชื่อเรื่องการทำประชามติถามประชาชนถี่ยิบ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องแนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผลประชามติที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประชาชนในประเทศจะสนับสนุนแนวทางการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่พวกเขาจะสนับสนุนแนวทางดังกล่าว หากต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง


การลงประชามติในเดือนกันยายน 2023 ของประชาชนในเขตปกครองวาเล (Valais) ต่อมติสภาท้องถิ่นที่อนุมัติให้สร้างโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่บนเทือกเขาแอลฟ์ตามแนวทางโครงการ ‘Solar Express’ ในการเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนของรัฐบาลกลาง ผลปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิ์ 54% ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวของสภาท้องถิ่น โดยเหตุผลหลักๆ ของการคัดค้านเป็นเรื่องความกังวลว่าโครงการนี้จะ “ทำลายพื้นที่ธรรมชาติของเทือกเขา”


ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ Startup สัญชาติสวิสเจ้าหนึ่ง ก็กำลังพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์รูปแบบใหม่ พวกเขาเปลี่ยนไปติดตั้งแผงโซลาร์บนพื้นที่ที่อาจจะแปลกอยู่สักหน่อย นั่นคือ ‘รางรถไฟ’ แถมยังเป็นรางรถไฟที่ยังมีการใช้งานอยู่ด้วย!


ไอเดียการติดตั้งแผงโซลาร์บนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วอย่างรางรถไฟ เกิดขึ้นในปี 2020 ระหว่างโจเซฟ สคูเดรี (Joseph Scuderi) รอรถไฟอยู่ที่เมืองเรเนนส์ (Renens) แล้วจู่ๆ ก็เกิดความคิดที่ว่า “ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างเปล่าระหว่างรางรถไฟล่ะ?” จนนำไปสู่การก่อตั้งบริษัท Startup ที่ชื่อ ‘Sun-Ways’ ในเวลาต่อมา

 

พวกเขาประเมินว่าหากติดตั้งแผงโซลาร์ตามแนวเครือข่ายทางรถไฟของสวิตเซอร์แลนด์ทั้งหมดที่มีความยาวประมาณ 5,320 กิโลเมตร ไม่รวมอุโมงค์และพื้นที่ที่ได้รับแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ จะมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้สูงถึง 1 TWh ต่อปี เทียบเท่าประมาณ 2% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของสวิตเซอร์แลนด์


แม้มันอาจจะตอบโจทย์เรื่องการใช้พื้นที่และไม่บดบังทัศนียภาพ แต่การใช้งานจริงบนรางรถไฟที่ยังมีการเดินรถไฟอยู่ก็มีข้อจำกัดและความเสี่ยงมากมาย เช่น การบำรุงรักษาแผงโซลาร์, การรองรับแรงสั่นสะเทือนของรถไฟ, การรบกวนคนขับรถไฟ ฯลน ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ได้พยายามพัฒนาแผงโซลาร์เพื่อให้สามารถใช้ได้ท่ามกลางข้อจำกัดและความเสี่ยงเหล่านี้ จนกระทั่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานขนส่งให้ติดตั้งบนรางรถไฟจริงๆ ในปี 2025 พร้อมกับได้รับการสนับสนุนได้รับการสนับสนุนจาก ‘Innosuisse’ หรือหน่วยงานส่งเสริมนวัตกรรมแห่งสวิตเซอร์แลนด์ และบริษัทพันธมิตรจำนวนหนึ่ง


พวกเขาเริ่มต้นติดตั้งแผงโซลาร์จำนวน 48 แผง บนรางรถไฟยาว 100 เมตร ในหมู่บ้านบัตต์ส (Buttes) เขตปกครองเนอชาเตล (Neuchâtel) ซึ่งพัฒนาร่วมกับผู้ให้บริการรถไฟระดับภูมิภาคที่ชื่อ ‘TransN’ โดยติดตั้งในระดับที่ต่ำพอให้รถไฟวิ่งผ่านได้ แถมแผงโซลาร์ของพวกเขายังสามารถ ‘ถอดประกอบได้’ เพื่อที่จะนำไปดูแลบำรุงรักษาทั้งในกรณีของแผงโซลาร์และรางรถไฟ ถือว่านำหน้าประเทศอื่นๆ ที่มีการทดลองติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ระหว่างรางรถไฟมาก่อนหน้าที่เป็นแบบติดตั้งถาวร


โครงการนำร่องนี้มีระยะเวลาทดสอบและศึกษา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2025-2028 ซึ่งผลการทดสอบเบื้องต้นในปีแรก ตามรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ปรากฏว่ามีผลเป็นบวกในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและการผลิตกระแสไฟฟ้า แม้จะมีช่วงเวลาที่จำเป็นต้องหยุดการทำงาน 1 เดือน เพราะหิมะตกก็ตามที


ในรายงานข่าวระบุว่าตลอด 1 ปี มีรถไฟวิ่งผ่านแผงโซลาร์แล้วมากกว่า 11,000 เที่ยว แต่แผงและระบบยังมั่นคงและปลอดภัย อีกทั้งยังไม่พบปัญหาต่อโครงสร้างรางหรือการเดินรถไฟ ส่วนการผลิตไฟฟ้าสามารถผลิตได้มากกว่า 16,000 kWh นับตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2025 ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปีของ 3-4 ครัวเรือน


หากระบบสามารถทำงานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยตลอดการทดสอบ ก็จะถือได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญหนึ่งของเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่อาจนำไปสู่การขยายตัวของโมเดลนี้และมีทางเลือกที่รองรับการเติบโตของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน


ท้ายที่สุด การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนให้ผ่าน แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม (just energy trasition) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนโดยอาศัยการมีส่วนร่วมและการยอมรับจากชุมชนหรือท้องถิ่นที่จะอยู่ร่วมกับโครงการเหล่านี้ไปอีกหลายสิบปี ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นกับโลกที่มีทรัพยากรและภูมิทัศน์อันควรค่าแก่การใช้ประโยชน์สำคัญอื่นๆ ไม่แพ้กันตามความเห็นพ้องของผู้คนในพื้นที่


 

อ้างอิง

ความคิดเห็น


bottom of page