ส่อง "ปัญหา" การขยายการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ในญี่ปุ่น เยอรมนี และออสเตรเลียแล้วย้อนดูไทย
- tanachaiv
- 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ทุกวันนี้ในประเทศไทย ภาครัฐพยายามผลักดันให้ครัวเรือนทั่วไปใช้ “หลังคาโซลาร์” แบบเต็มที่ เรียกได้ว่าแต่ละกระทรวงมีนโยบายมาดัน กระทรวงพลังงานมีนโยบายขายไฟฟ้าคืนให้ “การไฟฟ้า” กระทรวงการคลังก็มีมาตรการให้ "ลดหย่อนภาษี" ไปถึงงบประมาณ “อุดหนุนการติดตั้ง" เพื่อให้คนติด “หลังคาโซลาร์” มากขึ้น
สิ่งที่น่าคิดในเชิงนโยบายสาธารณะคือ มันจำเป็นต้องดัน “หลังคาโซลาร์” ขนาดนี้เลยหรือ? เพราะถ้าใครพอรู้ "เอกชน" ของไทยเจ้าต่างๆ ได้เดินหน้าทำ "หลังคาโซลาร์" เองมากมาย โดยที่ไม่ได้ต้องได้รับการสนับสนุนใดๆ จากรัฐ พูดอีกแบบคือ ทุกวันนี้โรงงานใหญ่ๆ ทำ “หลังคาโซลาร์” กันมากมายโดยที่รัฐไม่มีความจำเป็นต้องผลักดันอะไรทั้งนั้น และที่ภาคเอกชนทำ "หลังคาโซลาร์" เองหลักๆ ก็เพราะ ปัจจุบัน "ราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้ง" หลังคาโซลาร์ลดลงมากเพราะเทคโนโลยีพัฒนาไปมากและมีการแข่งขันสูง จนทำให้ "ต้นทุนต่อหน่วย" ของการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ลดลงต่ำกว่าราคาไฟฟ้าของทาง "การไฟฟ้าฯ" นี่เลยภาคเอกชนมองว่าการทำหลังคาโซลาร์นั้นจะช่วยลดต้นทุนธุรกิจในระยะยาว
คำถามคือถ้าภาคเอกชน แบบที่เป็น "ธุรกิจ" สามารถขยายการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เอง เพราะความสมเหตุสมผลด้าน "ต้นทุนไฟฟ้า" ที่ต่ำกว่าแล้ว ทำไมภาคเอกชนระดับ "ครัวเรือน" ในไทยถึงกลับต้องการความช่วยเหลือหรือกระทั่งผลักดันจากรัฐ?
ความน่าสนใจคือ ทางองค์กร Just Energy Transition หรือ JET in Thailand ได้ทำการสำรวจ และก็พบว่าชาวไทยจำนวนมาก นั่นคืออราวครึ่งหนึ่งมีความสนใจทำ "หลังคาโซลาร์" แต่มีอุปสรรคชัดๆ เป็นเรื่องต้นทุนการติดตั้ง เพราะในขณะที่ประชาชนส่าวใหญ่ตีว่าพร้อมจะลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์ได้เต็มที่ประมาณ 50,000 บาท แต่ต้นทุนติดตั้งแบบเบสิคจริงๆ กลับอยู่ประมาณ 80,000-150,000 บาท (ติดตั้งแบบพลังการผลิต 5 kWp)
ดังนั้น ความไม่สมมาตรนี้เลยทำให้ครัวเรือนทั่วไปไม่ติดระบบโซลาร์ เป็นเรื่องตัวเลขง่ายๆ เลย
แต่ก่อนที่เราจะข้ามไปมองเห็นว่ารัฐบาลทำถูกต้องแล้วที่สนับสนุนให้ครัวเรือนต่างๆ ติดโซลาร์โดยลงไปช่วยเหลือ "ด้านต้นทุนติดตั้ง" เราควรจะดูภาพกว้างกว่านั้น เพราะในความเป็นจริง นโยบายโซลาร์ในแต่ละประเทศแม้แต่ในประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการขยายการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มีความต่าง และไม่เสมอไปที่รัฐจะมองว่าการขยายตัวของการผลิตไฟฟ้าพลังงานโซลาร์ควรจะมุ่งขยาย "การติดตั้งในระดับครัวเรือน"
และนี่คือเหตุผลที่เราควรจะเริ่มที่ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น: ต้นแบบโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ชุมชน
ญี่ปุ่นเป็นประเทศทีมีเอกลักษณ์หลายอย่าง นโยบายพลังงานโซลาร์ก็เช่นกัน แม้ว่าปัจจุบันในเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียวจะมีนโยบายให้บ้านที่สร้างใหม่ทุกหลังทำหลังคาโซลาร์ แต่ในความเป็นจริงนี่คือสังคมที่ประชากรลดลงต่อเนื่องมาเกิน 10 ปี (ประชากรเริ่มลดปี 2009) และบ้านต่างๆ ถูกปล่อยร้างเต็มไปหมด (มีการประเมินว่าบ้านญี่ปุ่น 1 ใน 7 หลัง ไม่มีคนอยู่ ซึ่งสูงมาก) ผู้คนแห่กันมาอยู่อพาร์ตเมนต์ในเมือง ซึ่งไม่มี "หลังคา" ของตัวเอง ดังนั้นป่วยการที่รัฐจะดันให้คนญี่ปุ่นติด "หลังคาโซลาร์"
นี่เลยแทบจะเป็นประเทศเดียวที่ในภาพรวม ไม่มีนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับการทำ "หลังคาโซลาร์ระดับครัวเรือน" ที่เป็น "นโยบายมาตรฐาน" ของประเทศที่ถือว่า "ประสบความสำเร็จ" ด้านการใช้พลังงานโซลาร์เลย
แล้วญี่ปุ่นเด่นอะไรในด้านโซลาร์?
คำตอบเร็วๆ คือ สำหรับญี่ปุ่น สิ่งที่รัฐทำการสนับสนุนไม่ใช่การผลิตพลังงานโซลาร์ระดับครัวเรือน แต่เป็นการผลิตพลังงานโซลาร์ระดับ "ชุมชน"
โดยที่น่าสนใจคือ จริงๆ ญี่ปุ่นมีระเบียบสิ่งแวดล้อมที่ยุบยับมากๆ คือแทบจะห้ามถางป่าทำโรงไฟฟ้าโซลาร์ โรงไฟฟ้าโซลาร์ของญี่ปุ่นเลยมักจะเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์ลอยน้ำในทะเลสาปมากมายของญี่ปุ่น ที่ทำการผลิตไฟฟ้าป้อนชุมชนโดยรอบ และนี่คือจุดเด่นด้านโซลาร์ของญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลกเลย
ความน่าสนใจคือ แนวทางการขยายการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ของญี่ปุ่นปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้เน้นไปให้บ้านเรือนผลิตเอง แต่ไปเน้นแก้กฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้มีโรงไฟฟ้าโซลาร์ระดับชุมชนมากขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ รวมไปถึงการพยายามผลักดันให้พวกอาคารต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐทำหลังคาโซลาร์
ทั้งหมดเป็นนโยบายที่แหวกแนวมากๆ ประเทศอื่นไม่ทำแบบนี้ แต่ถ้านึกภาพโครงสร้างประชากรญี่ปุ่นก็จะพบว่าสมเหตุสมผลมากๆ เพราะคนหนุ่มสาวที่อยู่ในเมืองล้วนไม่อยู่บ้านเป็นหลังๆ ส่วนคนแก่ๆ ที่อยู่ชนบท จะให้ทำการศึกษาและลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์เองก็คงยาก ดังนั้น ตัวเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าในการขยายการผลิตพลังงานไฟฟ้าโซลาร์ ก็เลยเป็นการไปเน้นสนับสนุนโรงไฟฟ้าชุมชน และเน้นให้อาคารของหน่วยงานรัฐต่างๆ ผลิตไฟฟ้าโซลาร์ใช้เอง
เยอรมนี: นวัตกรรมระเบียงโซลาร์
เยอรมนีคือมหาอำนาจพลังงานแสงอาทิตย์แห่งสหภาพยุโรปและของโลก คนเยอรมันใส่ใจสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดมากๆ และตอบสนองนโยบายช่วยเหลือด้านภาษี (มีตั้งแต่งดเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่อุปกรณ์ถึงบริการติดตั้ง และการลดหย่อยภาษีในการติดตั้ง – ถ้าจะอธิบายง่ายๆ) เรียกได้ว่า ทำหลังคาโซลาร์กันกระจุยกระจายมานานทั้งบ้านเรือนและอาคารในภาคธุรกิจ
นี่คือประเทศที่สนับสนุนให้คนทำหลังคาโซลาร์ไปจนแทบสุดของนโยบายอุดหนุนด้านภาษีแล้ว
แต่ถ้าเราเข้าใจลักษณะที่อยู่อาศัยของคนเยอรมัน เราจะพบว่ามันไปต่อได้อีก
ในเยอรมัน คน "มีบ้าน" ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากร ซึ่งถือว่าต่ำมากในมาตรฐานยุโรป หรือในมาตรฐานโลก กล่าวคือ Home Ownership Rate ของเยอรมนีอยู่ประมาณ 48% ซึ่งเทียบกับไทย อิตาลีและสเปนที่อยู่ประมาณ 75% คือต่ำมาก และจริงๆ เทียบกับชาติตะวันตกที่ Home Ownership Rate ต่ำอย่างอเมริกา และฝรั่งเศสที่อยู่ที่ประมาณ 65% เยอรมนีก็ยังถือว่าต่ำ
อย่างไรก็ดี การ "ไม่มีบ้าน" ของคนเยอรมัน ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าเป็น "คนไร้บ้าน" คนส่วนใหญ่มีชีวิตที่ดี พวกเขานิยมอยู่อาศัยโดยการ "เช่าอยู่" สารพัดรูปแบบ โดยที่คนเยอรมันนิยมเช่าอยู่เพราะ "กฎหมาย" ของเยอรมนีนั้น "คุ้มครองผู้เช่า" มากๆ เพราะจะห้ามไม่ให้ "เจ้าของห้อง/บ้าน" ขึ้นค่าเช่าตามอำเภอใจ และทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเช่าอยู่อาศัยได้ในระยะยาวได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวโดนขึ้นค่าเช่าจนต้องย้ายออก
แต่การ "ไม่อยู่บ้านของตัวเอง" ผลอย่างหนึ่งก็คือมันทำการปรับปรุงอะไรไม่ได้มาก และแน่นอนคือไม่สามารถติด "หลังคาโซลาร์" ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง คนเยอรมันส่วนใหญ่คือก็จะอยากใช้พลังงานแสงอาทิตย์อยู่แล้ว เพราะมันเป็นฉันทามติทางสังคมที่ต้องการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่พลังงานสะอาดและหมุนเวียน
แต่นี่เลยทำให้เกิดตลาดใหม่คือ สิ่งที่เรียกว่า "ระเบียงโซลาร์"
อธิบายง่ายๆ ระเบียงโซลาร์ คือการเแขวนแผงโซลาร์ที่ระเบียง แล้วเสียบปลั๊กผลิตไฟฟ้าที่ปลั๊กไฟเลย และนี่คือการติดตั้งโซลาร์ได้ง่ายที่สุด แบบทำได้เอง ซื้อชุดสำเร็จรุปจาก IKEA มาติดเองได้ ไม่ต้องจ้างคนมาติดตั้ง แต่ข้อเสียคือผลิตได้น้อย ตามพื้นที่ที่จำกัด ซึ่งคือแค่ระเบียง
ประเด็นคือ คนเยอรมันเห่อติดสิ่งนี้มาก กำลังการผลิตไฟฟ้าจากระเบียบโซลาร์ขยายเป็น 10 เท่าตัวใน 2 ปีที่ผ่านมา เหตุผลที่สำคัญคือรัฐทำการแก้กฎหมายช่วยทุกทาง ตั้งแต่อนุญาตให้ติดโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต (เพราะถือว่าผลิตไฟฟ้ามาแต่ละครัวเรือนน้อยจน "ไฟย้อน" แทบไม่มีผลอะไร) ไปจนถึงออกกฎหมายห้ามเจ้าของห้องเช่าปฏิเสธการติดตั้ง "ระเบียงโซลาร์" ของผู้เช่า นอกจากจะมีเหตุอันสมควร
กล่าวคือคนเช่าห้องจะติดแผงโซลาร์ตรงระเบียง ก็ไม่ต้องขอรัฐและเจ้าของห้อง แต่เจ้าของห้องจะห้ามติด ต้องส่งหนังสือชี้แจง
ผลคือการขยายตัวการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ของคนอยู่อพาร์ตเมนต์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงทั่วยุโรป เพราะทุกประเทศก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยกับมาตรการแบบนี้ โดยหลายชาติมีความกังวลที่สุดในการผลิต แบบ "On-Grid" แบบไม่จำเป็นต้องแจ้ง "การไฟฟ้า"
พูดอีกแบบ สิ่งที่เยอรมันพยายามพิสูจน์คือ การผลิตแบบ On-Grid ในระดับเล็กน้อย มันไม่ได้ทำให้ระบบไฟฟ้าในประเทศมีปัญหา นี่เป็นก้าวอันกล้าหาญ ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะเยอรมนีเป็นผู้นำด้านไฟฟ้าโซลาร์และพลังงานสะอาดมานาน และถ้าจะเป็นผู้นำต่อไป เยอรมนีก็ต้องพิสูจน์แนวทางใหม่ๆ ให้ชาติอื่นเห็นว่ามันเป็นไปได้จริง
ออสเตรเลีย: ความหวังคือหลังคาโซลาร์ภาคธุรกิจ
ออสเตรเลียเป็นชาติที่เป็นมหาอำนาจด้านไฟฟ้าโซลาร์ของเอเชียแปซิฟิก โดยแม้ว่ามาตรการส่งเสริมการทำหลังคาโซลาร์จะต่างไปในแต่ละรัฐ แต่รวมๆ มันคึกคักมากๆ แบบที่มันมีการแข่งกันอยู่กลายๆ ว่าย่านไหน หรือกระทั่งรัฐไหนจะผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มากกว่ากัน โดยทุกวันนี้รัฐที่ยืนหนึ่งคือควีนส์แลนด์ ที่ได้ชื่อว่าบ้านเรือนเกินครึ่งหนึ่งของรัฐนี้มีหลังคาโซลาร์กัน
ความน่าสนใจคือ ทุกวันนี้มาตรการการสนับสนุนให้บ้านเรือนติดหลังคาโซลาร์ก็แทบจะไปสุดแล้ว คือคนแทบจะไม่ติดเพิ่มแล้ว คนที่คิดจะติด ก็ติดไปหมดแล้ว ทางรัฐบาลกลางออสเตรเลียก็เลยหันมามองทางขยายการติดตั้งหลังคาโซลาร์ในพวกภาคธุรกิจแทน
ซึ่งถ้าจะให้อธิบายสั้นๆ ที่ผ่านมา ออสเตรเลียเน้นการขยายการติดตั้ง "หลังคาโซลาร์" เฉพาะในระดับบ้านเรือน และมีมาตรการ "ซื้อไฟฟ้าโซลาร์" โดยมีเพดานการรับซื้อที่ต่ำ ดังนั้น การขยายการติดตั้งมันเลยเป็นการผลิดในระบบเล็กๆ แบบบน "หลังคาบ้าน" เป็นหลัก
กลับกันสำหรับ "หลังคาโรงงาน" ไปๆ มาๆ ติดตั้งยากกว่า ออสเตรเลียมีระเบียบพอสมควรสำหรับภาคธุรกิจ และพอไม่มีมาตรการซื้อไฟฟ้ากลับ มันเลยทำให้เหล่าโรงงานและภาคธุรกิจไม่มีแรงจูงใจจะทำหลังคาโซลาร์เท่าไร ตอนนี้ทางรัฐบาลกลางก็เลยวางแผนจะเพิ่มโควต้าการซื้อไฟฟ้าโซลาร์กลับ การแก้ระเบียบให้ภาคธุรกิจทำหลังคาโซลาร์ได้ง่าย ไปจนถึงหามาตรการสนับสนุนที่เหมาะกับหลังคาโซลาร์ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ
สรุป: เส้นทางต่อไปของไทย
จะเห็นได้ว่าแม้แต่ประเทศมหาอำนาจไฟฟ้าโซลาร์ทั้งหลายก็มีปัญหาของตัวเอง ประเทศที่มองว่า “บ้าน” เป็นหน่วยสำคัญในการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ก็ล้วนมีมาตรการด้านการลดหล่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการทำหลังหาโซลาร์ในระดับครัวเรือน ซึ่งก็สมเหตุสมผลสำหรับประเทศที่คนส่วนใหญ่อยู่ในระบบภาษี
แต่นี่ก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จในการขยายตัวของไฟฟ้าโซลาร์ ญี่ปุ่นที่มองว่าไม่เน้นการขยายหลังคาโซลาร์ระดับบ้านเรือนก็ลงงบประมาณไปที่พวกโครงการโซลาร์ชุมชนไปเลย หรือเอางบไปติดหลังคาพวกอาคารของภาครัฐไปเลย หรือเยอรมนีก็มีความเข้าใจว่าคนในประเทศมีลักษณะอยู่อพาร์ตเมนต์ซะเยอะ และออกมาตรการที่จะทำให้คนที่ไม่มี "หลังคา" ของตัวเองสามารถร่วมด้วยช่วยกันผลิตไฟฟ้าโซลาร์อย่างสะดวกได้ผ่าน “ระเบียง” แทน (ซึ่งจริงๆ เป็นเรื่องน่าสนใจที่เราจะเอามาเล่าในโอกาสต่อๆ ไป)
ทั้งหมดนี้จะมองเป็น "ตัวเลือก" ทางนโยบายก็ได้ โดยภาครัฐไทยก็อาจต้องมีการคุยกันว่าทำแบบไหนคุ้ม ทำแบบไหนเวิร์ค ไม่ว่าจะจากมุมด้านขีดจำกัดด้านงบประมาณของครัวเรือนไทย ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของไทย ไปจนถึงการกระจายตัวลักษณะของที่พักอาศัยของคนไทยในพื้นที่ต่างๆ ด้วย
โดยสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ใช่แค่จะให้รัฐออกแบบนโยบายฝ่ายเดียว เพราะฝั่งรัฐเอาจริงๆ ก็ไม่ได้มีข้อมูลหรือภาพชัดๆ ก็ใช้การคาดเดาว่าประชาชนต้องการอะไร ซึ่งในแง่นี้การมีแบบสอบถามเรื่องเหตุผลในการใช้หรือไม่ใช้หลังคาโซลาร์ก็จะเป็นตัวช่วยให้เราเห็นภาพร่วมกันว่าอะไรคือ “อุปสรรค” ในการใช้สิ่งเหล่านี้ ภาครัฐจะได้ออกนโยบายมาแก้ไขได้ถูก โดยเราสามารถไปทำแบบสำรวจได้ที่ https://makesense.typeform.com/solarnextdoor
สุดท้าย ก็ไม่ใช่แค่ไทยจะเรียนรู้จากประเทศอื่น เพราะออสเตรเลียก็อาจควรมาถอดบทเรียนจากไทยที่แทบไม่มีการกระตุ้นใดๆ จากภาครัฐ ภาคเอกชนก็มีการทำหลังคาโซลาร์กันมากมายแบบไม่ได้นัดหมาย และถ้ามีเคล็ดลับบางอย่างในมุมนี้จากไทย มันก็น่าจะเป็นบทเรียนให้กับประเทศอย่างออสเตรเลีย และอีกหลายๆ ประเทศที่ต้องการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ในประเทศ
อ้างอิง
เอกสารอ้างอิงอื่นๆ
https://www.climatecouncil.org.au/resources/how-australia-can-supercharge-rooftop-solar/ --------------- --------- ---
---
---
---
---
---




ความคิดเห็น