ต้นทุนผลิตไฟฟ้าถูกสุดอาจอยู่แค่ราวๆ 1 บาท/หน่วย รู้ยัง?
- tanachaiv
- 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ในเดือนมิถุนายน 2026 ชาวไทยจะเริ่มได้พบเจอกับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่ "ก้าวหน้า" กว่าเดิม ยิ่งใช้ไฟฟ้ามาก ยิ่งต้องเจอค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้น แต่อาจมีน้อยคนที่จะรู้ว่า จริงๆ แล้วต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ณ ปัจจุบันคือลดลงมาก ระดับที่จริงๆ แล้วไฟฟ้าที่เรากำลังจะต้องจ่ายมากถึงหน่วยละ 5 บาทนั้น ต้นทุนการผลิตในบางรูปแบบอาจอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 1 บาทเศษๆ เท่านั้น
ทำไมเราต้องจ่ายแบบนี้? เราอาจต้องย้อนกลับไปดูไฟฟ้าในภาพรวมของไทยก่อน
ไทยใช้ไฟฟ้ามากแค่ไหน? โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยอย่างไร?
หากจะแปลงหน่วยไฟฟ้าในสเกลระดับประเทศเป็น "หน่วย" แบบค่าไฟบ้านที่คนไทยทั่วไปรู้จักแล้ว ประเทศไทยทั้งประเทศ ใช้ไฟฟ้าประมาณกว่า 200 ล้านหน่วยต่อปี (1 หน่วยคือปริมาณไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง หรือปริมาณพลังงานที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ใช้ใน 1 ชั่วโมงถ้าเปิดเครื่อง)
นี่เป็นพลังงานมหาศาล ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานจะแยกพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตโดยภาครัฐ (คือผลิตโดยรัฐวิสาหกิจ)โดยแยกวิธีผลิต และก็จะรายงานไฟฟ้าที่นำเข้าต่างจากประเทศ และไฟฟ้าที่ผลิตจากเอกชนไทยเช่นกัน แต่จะไม่แยกวิธีผลิต
การผลิตจากภาครัฐไทย มีแหล่งพลังงานในการการผลิตไฟฟ้า 3 อันดับ อันดับแรกคือ ก๊าซธรรมชาติ 45 ล้านหน่วย อันดับสองคือ ถ่านหิน (ในไทยรูปแบบหลักคือลิกไนต์) 17 ล้านหน่วย อันดับสามคือพลังงานน้ำ 6 ล้านหน่วย โดยจะมีการนำเข้าไฟฟ้า (มักจะมาจากลาว) ประมาณ 35 ล้านหน่วย
ถ้าคำนวณเร็วๆ ก็จะเห็นว่าทั้งหมดรวมกันแค่ประมาณ 100 ล้านหน่วย หรือแค่ประมาณครึ่งหนึ่งของที่ไทยใช้เท่านั้น และนั่นคือ ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในไทยเกินกว่า 100 ล้านหน่วยที่ใช้ในในไทยปีๆ หนึ่ง ผลิตโดยผู้ผลิตเอกชนในไทย
บทบาทของเอกชนในการผลิตไฟฟ้าในไทย
ในไทย เนื่องจากภาครัฐเล็งเห็นว่าตนไม่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอความต้องการใช้ของชาวไทย จึงมีเริ่มมีการกระจายการผลิตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าขายให้ภาครัฐมาตั้งแต่ปี 1994 โดยในตอนแรกจะรับแค่รายใหญ่ แต่ก็มีการปรับเกณฑ์เรื่อยๆ ในการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็กลง
โดยปัจจุบันคือรัฐมีการซื้อไฟฟ้าจากเอกชนใน 3 สเกลซึ่งรัฐจะแบ่งเป็น IPP (Independent Power Producer), SPP (Small Power Producer) และ VSPP (Very Small Power Producer) เกณฑ์ในการแบ่งหลักๆ ก็คือ ถ้าเป็น IPP ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตเข้าระบบต้องเกิน 90 MW ส่วน SPP คือผู้ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบต่ำกว่า 90 MW แต่ตอนหลังจะมีการเพิ่มเกณฑ์การผลิตแบบไม่เกิน 10 MW เรียกว่า VSPP
ถ้าจะให้เห็นภาพ IPP คือโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ SPP คือโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดกลาง ส่วน VSPP มักจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลขนาดเล็กที่สร้างไฟฟ้าถ้าไม่มาจากขยะก็มาจากสิ่งหลงเหลือจากการทำการเกษตร โดยผู้ผลิตในสเกลที่ต่างกันก็จะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ต่างกันไป
สิ่งใหม่ในระบบการผลิตพลังงานไทยที่กำลังถูกพูดถึงกันในสังคมวงกว้างตอนนี้ คือจะมีการเปิดเกณฑ์ใหม่ในการรับซื้อไฟฟ้าในการผลิตที่เล็กลงไปอีก โดยจะมีหมวดใหม่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งคือหมวดผู้ผลิตไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้ามาป้อนรัฐไม่เกิน 5 kW เท่านั้น และรัฐจะรับจากครัวเรือนทั่วไปเท่านั้น
โครงการนี้มีชื่อเล่นว่า "โซล่าร์ภาคประชาชน" เพราะหลักๆ เป็นไอเดียของทางภาครัฐว่า ประชาชนควรจะมีความสามารถผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ใช้เอง และถ้าผลิตมาเกินกว่าที่ใช้ ภาครัฐจะรับซื้อคืนให้ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน (รวมถึงในพื้นที่บ้านอื่นๆ ถ้ามี)
คำถามที่หลายคนที่ไม่ได้ตามประเด็นนี้อาจสงสัยก็คือ ทำไมจู่ๆ รัฐรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากประชาชน? ทำไมไม่รับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตแบบอื่น? คำตอบน่าจะเป็นว่า ณ ปัจจุบัน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย เป็นการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่อหน่วยถูกที่สุดแล้ว และมันสมเหตุสมผลทุกอย่างที่รัฐจะสนับสนุนให้มีการผลิตในระดับครัวเรือน
ทำไมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ถึงต้นทุนถูกที่สุดในบรรดาการผลิตไฟฟ้า
จริงๆ แล้วต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์หลักๆ อยู่ที่ต้นทุนการผลิต "แผงโซล่าร์เซลล์" หรืออุปกรณ์แปลงแสงอาทิตย์ (ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) เป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งต้นทุนการผลิต "แผงโซล่าร์เซลล์" ลดลงอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้ว การลดลงของแผงโซล่าร์เซลล์ดูมีแพตเทิร์น จนมีคนสังเกตุแพตเทิร์นนี้ และเรียกว่า Swanson’s Law ซึ่งบอกว่าถ้ามีการผลิต "แผงโซล่าร์เซลล์" เพิ่มขึ้นในโลกเป็น 2 เท่าตัว ต้นทุนการผลิตจะลดลง 20% ในอัตราขยายตัวของการผลิตแผงโซล่าร์เซลล์ปัจจุบัน ถ้าว่าตามกฎนี้ราคา "แผงโซล่าร์เซลล์" จะลดลงประมาณ 75% ทุก 10 ปี ถ้าอัตราการเพิ่มการผลิตไม่เปลี่ยน
กระบวนการนี้ดำเนินมานานหลายทศวรรษแล้ว และทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สามารถลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าด้วยวิธีการอื่นๆ มีต้นทุนที่ไม่ได้ลดลง ภาวะนี้ย่อมทำให้จุดหนึ่ง ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าที่มีต้นทุนถูกที่สุดในที่สุด และจุดนั้นก็อาจคือ “ปัจจุบัน” นี้
ในปี 2025 ทาง BoombergNEF ได้ออกรายงานชื่อ Thailand: Turning Point for a Net-Zero Power Grid ในรายงานมีการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยการผลิตการพลังงานในรูปแบบต่างๆ ในไทยออกมาได้อย่างน่าสนใจ (จากข้อมูลปี 2024) ซึ่งถ้าแปลงข้อมูลเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยในสกุลเงินบาทไทยปัจจุบันจะพบว่า
ไฟฟ้าจากพลังงานก๊าซธรรมชาติ มีต้นทุนอยู่ที่ 2.6-2.8 บาทต่อหน่วย
ไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหิน มีต้นทุนอยู่ที่ 2.4-3.1 บาทต่อหน่วย
ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (แบบไม่มีแบตเตอรี่) มีต้นทุนอยู่ที่ 1.1-2.4 บาทต่อหน่วย
ไฟฟ้าจากพลังงานลม (แบบไม่มีแบตเตอรี่) มีต้นทุนอยู่ที่ 2.4-54.2 บาทต่อหน่วย
ไฮไลต์ของรายงานหลักๆ คือจะชี้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์แบบไม่มีแบตเตอรี่คือสิ่งที่มีต้นทุนที่ถูกที่สุดในปัจจุบันแล้ว และก็มีการประเมินอนาคตปี 2030 ต่อเพื่อชี้ว่า แม้ว่า ณ ปี 2025การผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่มีแบตเตอรี่ด้วย อาจมีต้นทุนสูงไล่เลี่ยกับไฟฟ้าพลังก๊าซธรรมชาติและถ่านหินก็จริง แต่ในปี 2030 ต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบมีแบตเตอรี่ด้วย มันจะมีต้นทุนลดลงอีกจนถูกกว่าไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน และถ้าข้ามไปถึงปี 2050 การผลิตไฟฟ้าพลังงานลมก็จะมีต้นทุนต่อหน่วยลดลง จนแม้แต่ระบบไฟฟ้าพลังงานลมแบบติดแบตเตอรี่ ก็จะมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยถูกกว่าไฟฟ้าพลังก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ด้วยซ้ำ
ค่าไฟฟ้า 5 บาทจะนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างไร?
จากข้อมูลนี้ ตัวเลขชี้ชัดเจนมากกว่าถ้ามีการขยายการผลิตการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น ก็จะทำให้การผลิตพลังงานโดยรวมในประเทศไทยมีประสิทธิภาพขึ้นมาก และแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ดูจะเป็นการให้มีการผลิตไฟฟ้าในแนว "Solar Rooftop” หรือผลิตโดยติดแผ่นโซล่าร์เซลล์บนหลังคาอาคาร ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย หรืออาคารพาณิชย์
จากมุมด้านประสิทธิภาพพลังงาน ถ้าคำนึงถึงประสิทธิภาพของการผลิตและใช้พลังงานเป็นหลัก การผลิตพลังงานควรต้องใกล้แหล่งที่ใช้พลังงานที่สุด (เพราะการผลิตพลังงานที่หนึ่งและไปใช้อีกที่ จะมีพลังงานบางส่วนที่สูญไป) ดังนั้นก็จึงไม่แปลกที่ภาครัฐจะสนับสนุนให้ครัวเรือนต่างๆ ผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก และรัฐรับซื้อส่วนที่เกินไป
จากมุมมองด้านความมั่นคงพลังงาน ดังที่ได้กล่าวมาตอนต้น ไทยมีการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่ใช่สัดส่วนที่มาก แต่ก็มากพอที่จะสร้างปัญหาพลังงานได้ถ้าขาดไป และการพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติเป็นประจำแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีจากมุมความมั่นคงพลังงาน ซึ่งทางแก้ก็ต้องไปตรงมา นั่นคือหากไทยต้องมีการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น และการผลิตไฟฟ้าที่สมเหตุสมผลด้านต้นทุนต่อหน่วยที่สุด ก็คือการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์นั่นเอง
ทั้งนี้ในความเป็นจริง ถ้ามองจากมุมความยั่งยืนทางสภาพแวดล้อม ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบด้าน "Green Transition” หรือเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานสะอาดได้ดีมากๆ เพราะเราอยู่ในโซนภูมิอากาศที่แสงแดดแรง มีระยะเวลาที่ได้รับแสงแดดในรอบปีมาก สามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ดี นอกจากนั้นบ้านเราก็ถือว่าอยู่ใกล้แหล่งผลิตอุปกรณ์สำหรับระบบโซล่าร์เซลล์อย่างประเทศจีนมาก ทำให้สินค้าเหล่านี้มีราคาไม่สูงด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุผลที่ว่ามา จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐขยายการผลิตไฟฟ้าระดับครัวเรือนด้วยระบบโซล่าร์เซลล์มาก เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าการผลิตแบบนี้จะมีประสิทธิภาพในเชิงต้นทุน ตอบโจทย์ในเชิงความมั่นคงพลังงานแล้ว มันยังเป็นทิศทางที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดีอีกด้วย
หากสงสัยว่ารัฐจะทำอย่างไรให้เราติดระบบโซล่าร์เซลล์ เทคนิคมันง่ายและตรงไปตรงมามาก มันสะท้อนอยู่ในเรตค่าไฟฟ้าใหม่ในเดือน มิถุนายน 2026 ทั้งหมด เพราะเรตค่าไฟฟ้าใหม่ ถ้าเราไม่ทำอะไร ใช้ไฟฟ้าปกติ แนวโน้มคือเราต้องจ่ายค่าไฟฟ้าถึงหน่วยละ 5 บาท ซึ่งสูงมาก กลับกัน ถ้าเราลงทุนติดระบบโซล่าร์เซลล์ เราจะพบว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าเราจะอยู่เต็มที่ก็ไม่ถึงครึ่งของที่เราต้องจ่ายให้การไฟฟ้าฯ เท่านั้น ถ้าคำนวณว่าใช้งานได้ 10 ปี (ซึ่งพอๆ กับระยะเวลาประกันส่วนประกอบหลักของระบบอย่างอินเวอร์เตอร์)
ถ้าประเมินแบบที่ “ชาวบ้าน” ประเมินกัน ภายใต้ค่าไฟฟ้าใหม่ ทั่วๆ ไปถ้าติดโซล่าร์เซลล์กับผู้ให้บริการติดตั้งที่มีประสบการณ์และมีการรับประกันการติดตั้งอย่างดี ระยะเวลาคืนทุน หรือระยะเวลาที่ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าเท่าต้นทุนการติดตั้งก็มักจะประเมิน 4-5 ปี (กรณีไม่ติดแบตเตอรี่ และประเมินว่าไฟฟ้าราคาหน่วยละ 5 บาท) หรือก็จะถือการใช้ไฟฟ้าว่า 5 ปีหลังและต่อจากนั้นก็จะเป็นส่วนของ “กำไร” ของการติดตั้งนี่เอง (ถ้าประเมินอายุใช้งาน 10 ปี)
อย่างไรก็ดี มันจะมีรายละเอียดเช่นกันว่า จริงๆ แล้วเรต “ค่าไฟฟ้า” ใหม่ที่จะเริ่มเดือน มิถุนายน 2026 นี้ สำหรับบ้านเรือนทั่วๆ อธิบายง่ายๆ คือ 200 หน่วยแรกจะคิด 3 บาท 200 หน่วยถัดมาจะคิดประมาณ 4 บาท แต่หลังจากนั้นจะคิด 5 บาท
ดังนั้นในทางปฏิบัติ “ค่าไฟฟ้า” ที่ครัวเดือนจะต้องจ่ายที่ 5 บาทจริงๆ คือหน่วยที่ 401 ขึ้นไป เท่านั้น และถ้าติดระบบโซล่าร์เซลล์ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะติดให้มีกำลังการผลิตมากพอที่จะทำให้การให้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าในเดือนๆ หนึ่ง ไม่เกิน 400 หน่วย เพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าสูงสุด
นี่เป็นกลไกทางเศรษฐกิจง่ายๆ ที่จะบังคับทางอ้อมให้คนติดระบบโซล่าร์เซลล์ให้มีกำลังการผลิตใกล้เคียงกับที่ใช้ไฟฟ้าจริงที่สุด เพื่อให้ตนใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น หรือให้ตรงสุดก็คือ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าเงิน 400 หน่วยต่อเดือน ที่จะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั่นเอง
ซึ่งความน่าสนใจก็คือ ถ้ามองทั้งระบบ จริงๆ แล้ว ในช่วงกลางวันประเทศไทยใช้ไฟฟ้ามากกว่ากลางคืน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจรู้อยู่แล้ว เพราะอัตราค่าไฟฟ้าที่ภาคธุรกิจต้องเจอในช่วง 9.00-22.00 คืออัตราประมาณ 4-5 บาทมานานแล้ว แล้วแต่ขนาดกิจการ ซึ่งโรงงานขนาดใหญ่ คือภาคธุรกิจที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงสุดเกิน 5 บาทมานานแล้ว และนี่เป็นเหตุผลให้ธุรกิจกลุ่มโรงงานขนาดใหญ่เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มมีการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาสถานประกอบการของตน เพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจในส่วนค่าไฟฟ้า
และภาครัฐก็น่าจะเล็งเห็นจากกรณีนี้ว่า อัตราค่าไฟฟ้าที่สูงมากพอ จะทำให้เอกชนมีแรงจูงใจในการติดระบบโซล่าร์มากขึ้น ก็เลยเอาโมเดลทางนโยบายแบบเดียวกันนี้ มา “จูงใจ” ให้ครัวเรียนชาวไทยทั่วไป ติดตั้งโซล่าร์เซลล์บนหลังคามากขึ้นนั่นเอง
อ้างอิง:
--------------------
----------------
-----------
--------
-----
--
--
--




ความคิดเห็น