ในปี 2030 AI ทั้งโลกจะใช้ไฟฟ้าเป็น 4 เท่าของประเทศไทย และเราจะมีไฟฟ้าใช้ไม่พอถ้าไม่ผลิตเพิ่ม
- tanachaiv
- 29 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ความต้องการไฟฟ้ามหาศาลของ AI และศูนย์ข้อมูล
ทุกวันนี้การขยายตัวของการใช้ AI เป็นไปอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และสิ่งที่ตามมาก็คือการสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นทั่วโลกเพื่อรองรับความต้องการประมวลผลอย่างมหาศาลที่มาจากการใช้ AI มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวัน หรือในงานสารพัดรูปแบบของมนุษย์ระดับปัจเจกและองค์กร
คำถามพื้นฐานคือ แล้วพลังงานที่ AI ต้องใช้ทุกวันนี้ มันมากขนาดไหน?
ปกติแล้ว เราไม่สามารถแยกพลังงานที่ AI ใช้ จากพลังงานที่ "อินเทอร์เน็ต" ทั้งหมดใช้ได้ และวิธีการวัดการใช้พลังงานพวกนี้ ปกติก็จะคำนวณจากพลังงานที่ "ศูนย์ข้อมูล" ทั้งโลกใช้แทน เพราะแม้ว่าการประมวลผลที่ศูนย์ข้อมูล จะไม่ใช่การประมวลผล AI ทั้งหมด แต่ส่วนการประมวลผล AI มันมีมากขึ้นเรื่อยๆ และแนวโน้มปัจจุบันก็คือ การประมวลผล "ส่วนใหญ่" ในศูนย์ข้อมูลจะเป็นการประมวลผล AI ในที่สุด เพราะการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อตอบสนองการประมวลผล AI ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งสิ้น ดังนั้นเลยมักถือว่า "ไฟฟ้าที่ศูนย์ข้อมูลใช้" และ "ไฟฟ้าที่ AI ใช้" มันเป็นข้อมูลที่แทนกันได้
แล้วทุกวันนี้ศูนย์ข้อมูลทั้งโลกใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าไร? International Energy Agency (IEA) ประเมินว่า ณ ปี 2026 ศูนย์ข้อมูลทั้งโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 415 TWh และงานศึกษาของ Institute for Water, Environment and Health ของ United Nations University ที่ออกมาสดๆ ร้อนๆ เดือนมิถุนายน 2026 ประเมินว่าในปี 2030 ศูนย์ข้อมูลทั้งโลกจะใช้พลังงานไฟฟ้า 950 TWh และการขยายตัวของการใช้ไฟฟ้าอย่างเป็นเท่าตัวของศูนย์ข้อมูลนี้ เกิดขึ้นเพราะการขยายของการใช้ AI โดยตรง
แน่นอนนี่เป็นตัวเลขที่บุคคลทั่วไปเข้าใจยาก แต่ถ้าอธิบายง่ายๆ ณ ตอนนี้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ใช้ไฟฟ้าพอๆ กับประเทศฝรั่งเศส หรือใช้ปริมาณไฟฟ้าเป็น 2 เท่าตัวของประเทศไทย และถ้าถึงปี 2030 ศูนย์ข้อมูลทั้งโลก จะใช้ไฟฟ้าเป็น 2 เท่าตัวของประเทศฝรั่งเศส หรือเป็น 4 เท่าตัวของของการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยเลยทีเดียว
ปัญหาศูนย์ข้อมูลแย่งไฟฟ้าที่ต่างกันไปในแต่ละชาติ
ใช้ไฟฟ้าเป็น 4 เท่าตัวของประเทศไทยอาจเป็นสเกลที่ฟังดูมหาศาลมาก แต่ถ้าเทียบกับการใช้พลังงานไฟฟ้าของทั้งโลกแล้ว นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานประมาณ 1.3% ของพลังงานที่มนุษย์ใช้ และในปี 2030 เต็มที่ มันก็ยังจะใช้ไม่เกิน 3% ของพลังงานที่มนุษย์ใช้ และก็แน่นอนว่ามันจะแบ่งใช้พลังงานของแต่ละประเทศ กระจัดกระจายไปทั่วโลก และเอาจริงๆ ประเทศที่น่าจะต้องเพิ่มการใช้พลังงานมหาศาลเลยจากการประมวลผล AI คือสหรัฐอเมริกาและจีน เพราะจากการประเมินพบว่า ถ้าเอาเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่ประมวลผล AI โดยเฉพาะ 90% ของทั้งโลกนั้น มันกองอยู่ในอเมริกาและจีน ซึ่งก็คาดเดาได้ว่าเป็นเหตุผลด้านความมั่นคงด้วย เพราะ AI ไม่ได้มีแค่ศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่มีศักยภาพทางการทหารด้วย
นี่ทำให้จีนและสหรัฐอเมริกาจะมีปัญหาเรื่องการหาพลังงานมาป้อนศูนย์ข้อมูลแน่นอน เพราะศูนย์ข้อมูลอยู่ที่สองประเทศนี้มาก และก็น่าสนใจว่าสำหรับคนอเมริกัน สิ่งที่กังวลที่สุดถ้ามีศูนย์ข้อมูลมาตั้งใกล้ย่านที่พักอาศัยของตน คือเรื่องการแย่งทรัพยากรใช้จนทำให้ไมสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ทั้งทรัพยากรที่เป็นไฟฟ้าหรือน้ำประปา
ตรงนี้ถ้าเรามีสมมติฐานว่า ปัญหาเรื่องความต้องการพลังงานเพิ่ม เพื่อไปป้อนให้ศูนย์ข้อมูลและ AI ไม่เพียงพอ ในระดับที่จะกระทบกับ "ความมั่นคงทางพลังงานในประเทศ" ดูจะเป็นปัญหาเฉพาะของประเทศประเทศที่มีศูนย์ข้อมูลจำนวนมากเท่านั้น แล้วหากเราดูจากแผนที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกที่เว็บ Data Center Map (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มิถุนายน) เราก็จะเห็นเลยว่าประเทศที่น่าเป็นห่วงว่าจะต้องหาพลังงานมาป้อนศูนย์ข้อมูล หลักๆ คือประเทศที่มีศูนย์ข้อมูลจำนวนเกิน 100 ศูนย์ ซึ่งตอนนี้ทั้งโลกมีประเทศแบบนี้ประมาณ 20 กว่าประเทศ สำหรับในเอเชียเอง ประเทศที่เข้าข่ายมีเพียง จีน (368) อินเดีย (301) ญี่ปุ่น (256) อินโดนีเซีย (196) และมาเลเซีย (113) เท่านั้น
หากมองข้อมูลนี้ตรงๆ ไทยอยู่นอกกลุ่มประเทศที่น่าจะมีปัญหาด้านศูนย์ข้อมูลมาแย่งพลังงานไฟฟ้าใช้ เพราะไทยมีเพียง 62 ศูนย์ข้อมูลเท่านั้น เรียกว่าค่อนข้างน้อย กล่าวคือน่าจะห่างไกลจากการมีปัญหาด้านพลังงาน อันเกิดจากการมีศูนย์ข้อมูลในประเทศแน่ๆ ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆที่มีศูนย์ข้อมูลจำนวนมากที่กล่าวไป แต่มันอาจมีประเด็นที่น่าสนใจที่ต้องขยายความถ้าเราจะพูดถึงผลกระทบด้านพลังงานไฟฟ้าของไทย จากศูนย์ข้อมูล
ผลกระทบข้ามพรมแดนของการต้องการพลังงานไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล
โดยทั่วไป เวลาคนพูดถึงไฟฟ้า คนทั่วไปมักจะมองว่าเป็นสินค้าที่ผลิตใช้ในประเทศ แต่ในความเป็นจริง มันเป็นสิ่งที่มีการซื้อขายข้ามพรมแดนอยู่ตลอด เช่น ไทยจะมีการซื้อไฟฟ้าจากลาว มาเลเซียจะซื้อไฟฟ้าจากไทย สิงคโปร์จะซื้อไฟฟ้าจากลาว (ผ่านมาเลเซีย) และอินโดนีเซียจะซื้อไฟฟ้ามาเลเซีย เป็นต้น
ถึงแม้ว่าทุกประเทศมีการผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่การนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยเสริมความแข็งแรงในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการบริหารจัดการพลังงาน
ทีนี้ ข้อเท็จจริง ณ ตอนนี้คือ แม้ว่าไทยจะไม่ใช่แหล่งรวมศูนย์ข้อมูล แต่แหล่งรวมศูนย์ข้อมูลของภูมิภาค SEA คือเพื่อนบ้านใกล้เคียงของไทยอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ และ International Energy Agency ประเมินว่า 2 ชาตินี้จะมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นอีกมหาศาล ภายในปี 2030 ซึ่งถ้าสองประเทศนี้ต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น มันจะส่งผลกับไทยทางอ้อมแน่ๆ เช่น มาเลเซียอาจต้องการซื้อไฟฟ้าจากไทยมากขึ้น หรือสิงคโปร์อาจต้องการใช้ไฟฟ้าจากลาวมากขึ้น ทำให้ลาวส่งออกไฟฟ้าในราคาแพงขึ้นในระยะยาว และอาจส่งผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน เมื่อไทยต้องซื้อไฟฟ้าจากลาว
หรือให้ตรงกว่านั้น คือหลายชาติในโซนนี้ (รวมทั้งไทย) ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากลาวพอสมควร ลาวเหมือนแหล่งผลิตไฟฟ้าของภูมิภาค และก็แน่นอนว่าเมื่อมีการตั้งศูนย์ข้อมูล ลาวก็จะเป็นที่พึ่งทางพลังงานของศูนย์ข้อมูลด้วยไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม และคำถามที่ตามมาก็คือ ถ้าลาวผลิตพลังงานได้ไม่มากพอต่อความต้องการของประเทศที่เป็นฐานของศูนย์ข้อมูลยามที่ต้องการ จะเกิดอะไรขึ้น? ประเทศอื่นๆ ที่เคยนำเข้าพลังงานจากลาวจะไม่สามารถนำเข้าในปริมาณเท่าเดิมหรือไม่? และนั่นจะทำให้ประเทศนั้น "ไฟตก" หรือไม่? และแน่นอน นั่นหมายถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับมหาศาล โดยปัญหา "ไฟตก" ทั้งประเทศไม่ใช่เรื่องทฤษฎี แต่มีกรณีศึกษาจริงๆมากมาย เช่นที่เปอโตริโก หรือล่าสุดนี้ก็คิวบา
ตรงนี้จะเห็นได้ว่า ประเด็นที่เริ่มจาก ศูนย์ข้อมูล AI ที่ดูจะเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลไทยมาก มันสามารถวกกลับมาเป็นปัญหา "ความมั่นคงทางพลังงาน" ของไทยได้ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะจริงๆ แล้วนี่เป็นภาวะปกติของระบบเศรษฐกิจโลกที่แรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมหนึ่ง อาจส่งผลไปยิ่งอีกอุตสาหกรรมที่อยู่ในอีกประเทศที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้ เพราะทุกวันนี้ห่วงโซ่การผลิตของสรรพสิ่งบนโลกมันเกี่ยวพันกันหมด
และในแง่นี้ ในยุคของ AI ประเทศไทยที่แม้ว่าจะมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ AI น้อยกว่าประเทศอื่น ก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมด้านพลังงานได้ แต่อาจส่งผลกระทบทางตรงต่อชีวิตผู้คน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ เพราะประเทศไทยอาจต้องไปแย่งไฟฟ้าใช้กับพวกศูนย์ข้อมูลใหญ่ๆ ในภูมิภาคที่อยู่ในประเทศอื่น
Jevon Paradox, AI และ "ความมั่นคงด้านพลังงาน" ของไทย
เราอาจมองในแง่ดีได้เช่นกันว่า ในทางเทคนิค มันอาจมีการพัฒนาให้ "การประมวลผล" ในศูนย์ข้อมูล "ประหยัดพลังงาน" ขึ้นได้ โดยทางฝั่งอเมริกาเค้ามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ก็บอกว่าแนวโน้มจะเป็นแบบนั้น กล่าวคือ AI จะไม่ทำให้สหรัฐอเมริกาขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าแน่นอน เพราะในประวัติศาสตร์พอ "พลังงานไฟฟ้า" จะไม่พอใช้ เนื่องจากเกิดเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรวมมากขึ้น ไม่นานนัก มันก็มักจะค่อยๆ มีเทคโนโลยีที่ "ประหยัดไฟฟ้า" กว่ามาแก้สถานการณ์ ให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตมา ณ ปัจจุบันยังพอใช้อยู่ และจริงๆ มันก็เริ่มมีการเสนอเทคนิคด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะทำให้ศูนย์ข้อมูลประหยัดพลังงานขึ้นแล้ว
แต่อีกด้าน ถ้าเรามองว่าภาวะนี้มันจะนำไปสู่ภาวะ Jevon Paradox หรือภาวะที่การเกิดเทคโนโลยีทีjประสิทธิภาพดีขึ้น จะไม่ทำให้เกิดการลดการใช้ทรัพยากรแบบที่การพัฒนาเทคโนโลยีตั้งใจจะทำให้เกิด แต่จะทำให้มีการใช้ทรัพยากรเท่าเดิม (หรือกระทั่งมากขึ้น) กับเทคโนโลยีใหม่เพื่อการผลิตที่มากขึ้นแทน
และถ้าเป็นแบบนี้ เทคโนโลยีที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานในการประมวลผลลดลง สุดท้ายมันจะไม่ได้นำไปสู่การลดการใช้ไฟฟ้าอย่างมนุษยชาติ แต่มันจะนำไปสู่การใช้ไฟฟ้าที่เท่าเดิม แต่การประมวลผลที่มากขึ้น กล่าวคือมนุษย์ไม่ได้ต้องการ AI ที่ฉลาดเท่าเดิม แต่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง แต่มนุษย์อาจต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าเดิม เพื่อสร้าง AI ที่ฉลาดขึ้น และนี่คือ Jevon Paradox เวอร์ชั่น AI
ถ้าเป็นแบบนี้ สถานการณ์ที่การใช้ไฟฟ้าเพื่อประมวลผล AI ลดลง น่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และ สิ่งที่ประเทศไทยควรจะเตรียมรับมือเพื่อให้เกิดความมั่นคงพลังงาน ก็คือการผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เองในประเทศมากขึ้น
ซึ่งในเงื่อนไขด้านสังคม ภูมิศาสตร์และต้นทุนเทคโนโลยีปัจจุบัน ถ้าประเทศไทยต้องการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบไม่รวมศูนย์ ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดคำตอบหนึ่ง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลไทยเริ่มมีการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งในด้านการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเมื่อติดตั้ง และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในการติดดั้ง
มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหามาตลอดทุกช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ บางครั้งมันดูสมเหตุสมผล บางครั้งเราก็มองไม่ทั่วถึงผลกระทบที่อาจจะตามมา บางครั้งเราประเมินผิดบ้างถูกบ้าง แต่นั่นก็พามนุษย์และสังคมโลกดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เรามองไปข้างหน้าได้ดีขึ้น คือข้อมูล ความรู้ และกรณีศึกษามากมาย ผนวกรวมกับความคิดและวิสัยทัศน์ว่าเราจะมีอนาคตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
อ้างอิง:




ความคิดเห็น