top of page

พลังงานสะอาด-สีเขียว-หมุนเวียน-ยั่งยืน คือสิ่งเดียวกันไหม แบบไหนคืออะไรกันแน่?

4 วันที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

พลังงานสีเขียว พลังงานยั่งยืน พลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน มักจะถูกใช้แทนกันไปมา ราวกับว่าเป็นสิ่งเดียวกันหมด แม้จะมีความใกล้เคียงกันมาก และสามารถใช้แทนกันได้ในหลายบริบท แต่ความจริงแล้วคำเหล่านี้มีต้นกำเนิดและนัยที่แตกต่างกัน โดยแต่ละ ‘กล่อง’ พลังงานต่างก็มีชนิดของการผลิตพลังงานที่ทับซ้อนกันบ้างแต่ไม่ถึงกับทับกันสนิท การย้อนกลับไปทำความเข้าใจที่มาที่ไปจากห้วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง ซึ่งนำมาสู่จุดเน้นที่ต่างกัน จะช่วยให้เราเข้าใจและแยกแยะชุดคำที่ชวนให้สับสนงงงวยนี้มากขึ้น

 

พลังงานสีเขียว พลังงานยั่งยืน และจตุรเทพแห่งพลังงานธรรมชาติ

 

คำว่า ‘พลังงานสีเขียว’ มาพร้อมกับที่ ‘สีเขียว’ กลายเป็นสีของ ‘ขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม’ ในยุค 1970s จากกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่การริเริ่ม Earth Day ในปี 1970 และการก่อตั้งองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่าง Greenpeace ในปี 1971 เป็นหมุดหมายสำคัญของการโยง ‘สีเขียว’ กับขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมที่ยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

 

จุดเริ่มต้นของกระแสดังกล่าว ส่วนสำคัญมาจากขบวนการฮิปปี้ในยุคทศวรรษ 1960 ซึ่งกังวลว่า ‘การพัฒนา’ ของมนุษย์จะทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ ‘รัฐ’ หันมาสนใจ ‘พลังงานทางเลือก’ จริงๆ คือเหตุการณ์ ‘น้ำมันแพง’ (Oil Shock) ในปี 1973 ที่ชาติอาหรับร่วมกันคว่ำบาตรชาติที่สนับสนุนอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

 

เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะทำให้รัฐทั่วโลกตระหนักว่า ระบบเศรษฐกิจที่วางอยู่บนฐานการใช้น้ำมัน เสี่ยงได้รับผลกระทบมากหากกลุ่มประเทศขายน้ำมันรวมตัวกันขึ้นราคา และทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทางเลือกต่างๆ มากมาย ในมุมของรัฐ ‘ความยั่งยืน’ จึงอาจไม่ได้สำคัญเท่ากับ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ และความมั่นคงที่ว่า ก็ได้จากการเก็บเกี่ยวพลังงานจากธรรมชาติอันมีมากมายมหาศาล

 

นับแต่ทศวรรษ 1970 ทั่วโลกจึงหันไปหา ‘พลังงานทางเลือก’ ซึ่งหมายถึงแหล่งพลังงานต่างๆ ที่นอกเหนือจาก ‘น้ำมัน’ และพลังงานฟอสซิลต่างๆ ซึ่งภายใต้เทคโนโลยีปัจจุบัน มนุษย์ไม่สามารถหาแหล่งพลังงานใหม่ได้ในระยะอันสั้น จึงต้องย้อนกลับไปหา ‘พลังงานธรรมชาติ’ และคิดวิธีใหม่ๆ ในการเก็บเกี่ยวมันมาทำไฟฟ้า

 

ไอซ์แลนด์ที่มีแหล่งความร้อนใต้พิภพมากกว่าชาติอื่น เริ่มพัฒนาวิธีผลิตพลังงานจากทรัพยากรนี้อย่างเป็นระบบ เดนมาร์กเริ่มออกแบบกังหันลมปั่นไฟฟ้าในระบบ 3 ใบพัดที่ใช้มาทั่วโลกถึงทุกวันนี้ ชาติต่างๆ ที่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่เริ่มลงทุนสร้างเขื่อนอย่างหนัก เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ประเทศที่ก้าวหน้าด้านการวิจัยเริ่มลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี ‘โซลาร์เซลล์’ อย่างจริงจังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงแสงอาทิตย์เป็นกระแสไฟฟ้า

 

4 พลังงานจากธรรมชาติที่ทั้งสะอาด หมุนเวียน ยั่งยืน และเขียว แบบไม่มีข้อกังขาใดๆ เพราะเป็นการเก็บเกี่ยวพลังจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตลอดเวลามาแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า ได้แก่ พลังงานจาก ‘ดิน’ หรือพลังความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) พลังงานจาก ‘น้ำ’ (Hydropower) พลังงานจาก ‘ลม’ (Wind Energy) และพลังงานจาก ‘ไฟ’ หรือแสง (Solar Energy) เราอาจจะเรียกมันว่า ‘จตุรเทพแห่งพลังงานจากธรรมชาติ’ เลยก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า พวกมันเป็นพลังงานจากธรรมชาติที่อารยธรรมมนุษย์ใช้มายาวนานก่อนยุคของไฟฟ้าด้วยซ้ำ ยังใช้อยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน และน่าจะใช้ต่อไปในอนาคต

 

ในตอนแรกไม่มีการพยายามเรียกแหล่ง ‘พลังงานทางเลือก’ ใหม่พวกนี้ด้วยคำที่ชัดเจน แม้ว่าในหลายๆ ชาติ มันจะเริ่มมีบทบาทด้านพลังงานต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จนกระทั่งเมื่อมีการนิยามสิ่งที่เรียกว่า ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Development) โดยสหประชาชาติในทศวรรษ 1980 ว่าหมายถึง “การใช้ทรัพยากรของคนยุคปัจจุบันที่ไม่ไปกระทบการใช้ทรัพยากรของคนในอนาคต” จตุรเทพแห่งพลังงานจากธรรมชาติที่เป็น ‘พลังงานทางเลือก’ ก็เริ่มถูกเข้าใจรวมๆ ว่าเป็น ‘พลังงานยั่งยืน’ ซึ่งในยุคนั้นมักใช้สลับไปมากับคำว่า ‘พลังงานสีเขียว’ เป็นปกติ

 

อาจสรุปได้ว่า ‘พลังงานยั่งยืน’ และ ‘พลังงานสีเขียว’ เป็นสิ่งเดียวกัน คือพลังงานที่สอดคล้องกับแนวคิด ‘การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ที่ก่อตัวขึ้นในทศวรรษ 1970 และเป็นรูปร่างชัดเจนในทศวรรษ 1980

 

แม้ว่าแนวคิดเบื้องหลังชื่อเรียกจะชัดเจนขึ้น แต่ในทางสังคม กลับกลายเป็นว่าประเด็นเหล่านี้มีน้ำหนักน้อยลงมากในทศวรรษ 1980 เพราะราคาน้ำมันลดระดับกลับมา ทำให้คนกลับไปใช้น้ำมันเหมือนเดิม การวิจัยและพัฒนาพลังงานทางเลือกถูกเบรกด้วยการตัดงบประมาณ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในห้วงที่มูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลกเติบโตอย่างพุ่งทะยาน ความใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงถูกพักไว้ ความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาทางวัตถุกลับมาเป็นกระแสหลักดังเดิม

 

ความน่าสนใจอีกประการคือ ก่อนศตวรรษที่ 21 แทบจะไม่มีใครสนใจเลยว่าพลังงานที่เราใช้กัน ‘สะอาด’ หรือ ‘หมุนเวียน’ หรือไม่ สองประเด็นนี้เริ่มเป็นที่สนใจขึ้นมาพร้อมๆ กับกระแสห่วงใยภาวะ ‘โลกรวน’ ที่ก่อตัวในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 21 ก่อนจะกระจายไปทั่วโลก โดยจุดเริ่มต้นมาจากพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ในปี 1997 ข้อตกลงนานาชาติเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับแรก ซึ่งนำมาสู่อีกหลายข้อตกลงและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมโลกในเวลาต่อมา

 

พลังงานสะอาด และปัญหาของพลังงานชีวมวล

 

‘พลังงานสะอาด’ (Clean Energy) เป็นรูปแบบการผลิตพลังงานที่ไม่มีนิยามชัดเจนเป็นทางการ องค์กรระหว่างประเทศมักพูดถึง ‘ความยั่งยืน’ (Sustainability) และ ‘พลังงานหมุนเวียน’ (Renewable Energy) ในขณะที่คำว่า ‘สะอาด’ ไม่ได้อยู่ในสารบบของการนิยาม แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นคำที่คนรู้จักคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะเป็นคำที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา ต่างจากคำว่า ‘ยั่งยืน’ หรือ ‘หมุนเวียน’ ซึ่งเป็นนามธรรมมากกว่าและต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที

 

เมื่อพูดถึง ‘พลังงานสะอาด’ คนมักจะเข้าใจว่าหมายถึงพลังงานที่ ‘ไม่สร้างมลพิษ’ ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่นิยามที่รัดกุมขึ้นในยุคที่คนใส่ใจภาวะโลกรวนก็คือ “พลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศในกระบวนการผลิตพลังงานออกมา” โดยในทางปฏิบัติมักพูดในเชิงเปรียบเทียบว่าพลังงานแบบหนึ่ง ‘สะอาด’ กว่าอีกแบบ ‘ไฟฟ้าพลังงานสะอาด’ จึงมีลำดับชั้นเสมอ โดยวัดจากปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

 

พลังงานกลุ่มที่ ‘สกปรก’ ที่สุด ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมัน และพลังงานจากชีวมวล (biomass) เพราะการเผาไหม้สิ่งเหล่านี้เพื่อสร้างพลังงานปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมาก ที่สะอาดขึ้นมาเล็กน้อยคือ ‘ก๊าซธรรมชาติ’ และที่สะอาดที่สุดได้แก่ ‘จตุรเทพแห่งพลังงานจากธรรมชาติ’ คือความร้อนใต้พิภพ กระแสน้ำ ลม และแสงอาทิตย์ (รวมถึงนิวเคลียร์) เพราะในกระบวนการผลิตพลังงานจากแหล่งเหล่านี้แทบไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเลย

 

แม้พลังงาน ‘สะอาด’ จะคล้ายคลึงกับพลังงาน ‘ยั่งยืน’ แต่โดยทั่วไป พลังงานสะอาดจะไม่นับรวมถึงพลังงานในรูปแบบที่เก่าแก่อย่างพลังงานชีวมวล เนื่องจากการเผาไหม้วัสดุอินทรีย์ ตั้งแต่พืชจนถึงของเสียจากสัตว์ ก่อให้เกิดควันและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศอย่างชัดเจน

 

ชีวมวลถือเป็นพลังงานที่ ‘ยั่งยืน’ เพราะวัตถุดิบในการผลิตส่วนใหญ่มาจากพืช เช่นไม้ และถ่านไม้ ซึ่งในช่วงชีวิตก่อนที่มันจะกลายมาเป็นเชื้อเพลิง พืชย่อมดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศในกระบวนการสังเคราะห์แสงมาก่อน หักลบกลบหนี้แล้วจึงพอจะกล่าวได้ว่าพลังงานชีวมวลมีความ ‘ยั่งยืน’

 

อย่างไรก็ดี การจะเรียกชีวมวลว่า ‘พลังงานสะอาด’ ยังมีข้อกังขา เพราะโดยสามัญสำนึกของคนทั่วไป การนำวัสดุอินทรีย์มาเผา ยังไงก็เกิดควัน และทำให้อากาศ ‘ไม่สะอาด’ ไม่ว่าสิ่งที่เผาไปนั้นก่อนหน้านั้นจะเคยทำหน้าที่ดูดคาร์บอนมามากเพียงใด นอกจากนี้ เรายังสืบทราบถึงที่มาของวัสดุอินทรีย์ได้ยาก เศษไม้ที่ตายเองตามธรรมชาติ กับไม้จากการโค่นต้นไม้ใหญ่อายุหลายทศวรรษย่อมไม่เหมือนกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้น พลังงานชีวมวลยังผลิตจากของเสีย เช่น มูลสัตว์ ด้วย ซึ่งไม่ได้ ‘สะอาด’ เท่ากับพลังงานชีวมวลจากพืช

 

อีกเป้าหมายของพลังงานชีวมวลในปัจจุบัน คือการ ‘กำจัดของเสีย’ หรือ ‘ลดมลพิษ’ โดยวัสดุที่ใช้มักมาจาก ‘ขยะ’ หรือ ‘สิ่งเหลือทิ้งทางอุตสาหกรรม’ (Industrial Waste) ซึ่งการเอามาเผาเพื่อปั่นไฟฟ้าจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมกว่าการเอาไปฝังกลบให้ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ในแง่นี้เราจึงสามารถเรียกชีวมวลว่าพลังงาน ‘ยั่งยืน’ และ ‘หมุนเวียน’ ได้อย่างเต็มปาก แต่ในแง่ความเป็นพลังงานสะอาด ‘อาจจะยัง’

 

พลังงานหมุนเวียน และปัญหาของพลังงานนิวเคลียร์

 

‘พลังงานหมุนเวียน’ กำเนิดมาจากแนวคิดเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ ในภาพรวม แต่เป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในบริบทของพลังงานโดยเฉพาะ สาระสำคัญคือการมองว่า อารยธรรมของมนุษย์ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ตั้งอยู่บนรากฐานของการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งจะหมดสิ้นลงในที่สุด เพราะการสะสมเพิ่มของแหล่งพลังงานนี้กินเวลายาวนานเกินกว่าจะไล่ทันการขุดเจาะขึ้นมาใช้ อารยธรรมมนุษย์จึงต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่ ‘หมุนเวียน’

 

ความคิดเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงตั้งแต่ในทศวรรษ 1970 โดยนิยามที่ฟังดูน่าตื่นเต้นหน่อย ก็คือพลังงานที่มี ‘ไม่จำกัด’ ใช้ไปเท่าไรก็ไม่หมด ส่วนนิยามที่รัดกุมหน่อยก็คือเป็นพลังงานที่ ‘มีเพิ่มเติมในอัตราที่สูงกว่าการใช้งาน’ ซึ่งแทบจะเป็นสิ่งเดียวกับ ‘พลังงานยั่งยืน’ เพราะแปลว่ามันจะหลงเหลือไปถึงคนรุ่นหลัง

ด้วยเหตุนี้  ‘จตุรเทพแห่งพลังงานจากธรรมชาติ’ ที่มีอยู่อย่างมหาศาลจึงเข้าข่ายเป็น ‘พลังงานหมุนเวียน’ ทั้ง

หมดเช่นกัน และหากอิงนิยาม ‘ถูกใช้น้อยกว่าที่มีเพิ่มมา’ พลังงานชีวมวลที่ทุกวันนี้ไม่ใช่แหล่งพลังงานหลัก มีความต้องการใช้น้อยกว่าที่มีให้ใช้ ก็ถือว่าเข้าข่ายว่าเป็นพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน

 

พลังงานรูปแบบที่ไม่เข้าข่ายพลังงานหมุนเวียน ได้แก่พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งแม้จะเป็นการผลิตพลังงานที่ ‘สะอาด’ เพราะการใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น ‘ต้มน้ำ’ ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเลย แต่ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยีปัจจุบัน จะต้องใช้ธาตุยูเรเนียมเป็นสารตั้งต้น ซึ่งเป็นธาตุที่มีจำกัดบนโลก แม้ปริมาณยูเรเนียมที่มนุษย์ใช้จะเป็นสัดส่วนน้อยมากของยูเรเนียมทั้งหมดที่มีบนโลก ตราบใดที่ธรรมชาติบนโลกไม่มีศักยภาพในการสร้างขึ้นมาเพิ่ม การใช้ยูเรเนียมผลิตพลังงานก็ไม่อาจนับเป็นพลังงานหมุนเวียน

 

ข้อนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะแม้ว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบันจะมีไม่มาก แต่หากมีความต้องการใช้มากขึ้นในอนาคต เช่น ใช้เพื่อการสำรวจอวกาศ ยูเรเนียมก็อาจลดลงในอัตรารวดเร็ว และจะเกิดเป็นปัญหาแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับพลังงานฟอสซิล ในตอนแรกเราคิดว่ามันมีอยู่อย่างเหลือเฟือ แต่เมื่อเรามีศักยภาพที่จะใช้ในอัตราที่เร็วกว่ามันจะฟื้นตัวได้ ทรัพยากรนั้นย่อมจะหมดไปในที่สุด  

 

ปัญหาอีกข้อของพลังงานนิวเคลียร์คือ ‘ของเสีย’ ที่เกิดจากกระบวนการใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์อาจต้องใช้เวลากว่าพันปีในการย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ซึ่งแม้ว่า ‘ขยะนิวเคลียร์’ พวกนี้จะมีไม่มากและสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมในระบบจัดการที่ดี แต่หากเกิดการรั่วไหล ก็อาจเกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมระดับมหันตภัยได้เช่นกัน และเป็นความเสี่ยงที่ย่อมจะถูกส่งต่อไปอีกหลายต่อหลายรุ่นคน

 

ข้อจำกัดที่กล่าวมา ทำให้ไม่มีประเทศใดในโลกใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลัก ส่วนประเทศที่ใช้อยู่มีแนวโน้มจะลดสัดส่วนลง เพราะเล็งเห็นถึงความ ‘ไม่หมุนเวียน’ และภาระที่ต้องจัดการอย่างเหมาะสมจึงนับว่า ‘ยั่งยืน’ ได้ แต่อีกด้านหนึ่งจะต้องไม่ลืมว่า จุดเด่นของพลังงานนิวเคลียร์คือเป็นวิธีการผลิตพลังงานที่ ‘สะอาด’ อย่างยิ่ง ดังนั้นพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าพลังงานหลายรูปแบบ รวมถึงพลังงานฟอสซิลในเวอร์ชั่นที่สะอาดที่สุดอย่างก๊าซธรรมชาติด้วย

 

ความหลากหลายของพลังงานสีเขียว

 

จากความหลากหลายของรูปแบบพลังงานทั้งหมด จะเห็นภาพว่านอกจาก ‘จตุรเทพแห่งพลังงานธรรมชาติ’ ที่ทั้งยั่งยืน สะอาด และหมุนเวียน และพลังงานฟอสซิลที่เป็นด้านตรงข้าม เรายังมีพลังงานที่ก้ำกึ่ง อย่างพลังงานชีวมวลที่ยั่งยืนและหมุนเวียนแต่ไม่สะอาดเสียทีเดียว พลังงานนิวเคลียร์ที่จัดว่าสะอาดแน่นอน แต่ไม่หมุนเวียนและไม่ยั่งยืน

 

เนื่องจากยุคหลังๆ บทบาทของพลังงานสองอย่างอย่างนี้มีน้อยลง ดังนั้นเวลาสังคมพูดถึงพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด พลังงานยั่งยืน จึงมักใช้สลับกันไปมา เพราะสุดท้าย ‘ปลายทาง’ ในภาพใหญ่ของโลก ล้วนแต่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือการเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิลไปเป็นการใช้พลังงานที่มีคุณสมบัติสะอาด หมุนเวียน ยั่งยืน ซึ่งแม้บางรูปแบบอาจไม่ได้ตอบทุกโจทย์ แต่ก็ยังช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอยู่ดี ส่วนจตุรเทพพลังงานธรรมชาติ ความร้อนใต้พิภพ น้ำ ลม โซลาร์ ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทด้านการผลิตพลังงานมากขึ้น ล้วนตอบโจทย์ทุกด้านที่ว่ามา จึงสามารถใช้คำเรียกใดก็ได้แล้วแต่โอกาสและจุดเน้น



อ้างอิง


ความคิดเห็น


bottom of page