top of page

เยอรมนีอาจย้อนกลับไปใช้ไฟฟ้าจากถ่านหิน เมื่อ ‘ความมั่นคง’ เป็นอุปสรรคของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน

55 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

ปี 2026 ขณะที่โลกกำลังเดินหน้าอุตสาหกรรมใหม่ๆ และท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ซึ่งเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าขึ้นอย่างมาก หลายประเทศก็กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทดแทนในอัตราเร่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ในการประชุม COP28 เมื่อช่วงปลายปี 2023 ประชาคมโลกมีเป้าหมายร่วมกันที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็น 3 เท่าหรืออย่างน้อย 11,000 GW ภายในปี 2030 เพื่อจำกัดไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส โดยล่าสุด ตัวเลขจากรายงานของ The International Renewable Energy Agency (IRENA) พบว่ากำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 5,155 GW เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ในอัตรา 15.5% ซึ่งแม้จะเป็นอัตราที่สูงกว่าที่ผ่านมา แต่จากแนวโน้มนี้ การเปลี่ยนผ่านยังคงต้องเร่งขึ้นอีกหากจะไปให้ถึงเป้าหมายปี 2030


การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของโลกในปี 2025 คิดเป็น 33.8% ของการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถแซงไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีสัดส่วนการผลิตอยู่ที่ 33% ตามข้อมูลรายงาน ‘Global Electricity Review 2026’ ของสถาบันวิจัยด้านพลังงาน Ember

อย่างไรก็ดี ปี 2026 กลับกลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจและสถานการณ์การเมืองที่ทำให้โลกต้องหันมาให้ความสำคัญกับ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องชะลอตัวลง แม้กระทั่งในประเทศที่มีความโดดเด่นด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่าง ‘เยอรมนี’


เยอรมนีตั้งเป้าขยายสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศด้วยพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 80% ภายในปี 2030 และกำหนดยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2038 ซึ่งการออกกฎหมายปฏิรูปพลังงานขนานใหญ่ในปี 2022 ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านรุดหน้าไปอย่างมาก


จากเดิมที่ปี 2022 ผลิตได้ 251.5 TWh ในปี 2025 พบว่าเยอรมนีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ราว 290.6 TWh มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 44.4% เป็น 58.5% และในขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากถ่านหินลงอย่างมาก สัดส่วนไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของเยอรมนี 49.5% ในปี 2022 ลดลงเหลือ 41.5% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดในปี 2025 ทำให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของเยอรมันได้ในสัดส่วนเกินครึ่ง


อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความสำเร็จนี้ อีกส่วนหนึ่งเกิดจาการนำก๊าซธรรมชาติซึ่ง ‘สกปรก’ น้อยกว่าถ่านหินเข้ามาทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ไฟฟ้าที่มาจากก๊าซธรรมชาติดีดตัวจาก 78.4 TWh ในปี 2024 เป็น 83.5 TWh ในปี 2025


เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงานทั่วโลก ราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูง กระทบต่อแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานของเยอรมนีอย่างมาก กระทั่งมีการยกเอาเรื่องการผ่อนปรนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าขึ้นมา

เยอรมนีขึ้นชื่อว่ามีปริมาณถ่านหินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะถ่านหินลิกไนต์ ในปี 2024 สามารถผลิตได้ 91.9 ล้านตัน โดยยังมีปริมาณสำรองอยู่แล้วถึงประมาณ 3.5 หมื่นล้านตัน ทำให้เยอรมนีสามารถพึ่งพาตัวเองได้สำหรับเชื้อเพลิงชนิดนี้ ต่างจากก๊าซธรรมชาติที่ต้องพึ่งการนำเข้ามากถึง 94-95% ของปริมาณที่จัดหามาได้ทั้งหมด


ฟรีดริซ เมอร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวในงานประชุมของหนังสือพิมพ์ F.A.Z. ช่วงเดือนมีนาคม 2026 ถึงกรณีความยืดเยื้อวิกฤตพลังงานว่า


"เราต้องจัดหาไฟฟ้าให้แก่ประเทศนี้ ผมไม่พร้อมที่จะนำหัวใจหลักของภาคอุตสาหกรรมของเราไปเสี่ยง เพียงเพราะเราได้นำแผนการทยอยยกเลิกแผน (การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน) ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกต่อไปมาใช้"

ฟรีดริซ เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี | ที่มา: Friedrich Merz
ฟรีดริซ เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี | ที่มา: Friedrich Merz

ภาคอุตสาหกรรมถือได้ว่าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 44 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของเยอรมนี และมีแนวโน้มว่าจะต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 250-320 TWh ภายในปี 2035 หากจะพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบก็สุ่มเสี่ยงที่จะกระทบความสามารถในการแข่งขัน เพราะต้องไม่ลืมว่าโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ไม่ได้เดินเครื่องเต็มกำลังตลอดเวลา เนื่องด้วยปัจจัยด้านสภาพอากาศ


เยอรมนีมีคำศัพท์ที่เรียกช่วงเวลาที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มีปริมาณต่ำโดยเฉพาะว่า ‘Dunkelflaute’ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวทั่วยุโรปเฉลี่ย 1.6 ครั้งต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงสวนทางกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว


ในรายงานเกี่ยวกับ Dunkelflaute ของบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Wood Mackenzie ที่เผยแพร่เมื่อปี 2025 วิเคราะห์แนวโน้มของเยอรมนีในปี 2030 ตอนหนึ่งว่า


“ในช่วงที่เกิดภาวะ Dunkelflaute ระบบผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงความร้อน ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยในการเกิดเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินจะต้องถูกเรียกใช้เพื่อผลิตไฟฟ้ารวมกันถึง 40% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าในเยอรมนี…”

มากไปกว่านั้น ในปี 2026 ยุโรปเผชิญสถานการณ์ของคลื่นความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนและความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่แพ้กัน เพราะช่วงเวลาที่ร้อนเกินไป แผงโซลาร์ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ แถมช่วงเวลาที่สามารถผลิตไฟได้เต็มประสิทธิภาพก็มีระยะเวลาที่สั้น


ในกรณีของเยอรมนีกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า แม้พลังงานหมุนเวียนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ระบบพลังงานยังต้องการกำลังผลิตสำรองจากแหล่งพลังงานอื่นๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า พร้อมๆ กับการลดต้นทุนด้านพลังงานเพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

เมื่อหันกลับมามองยังประเทศไทย ความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานอาจมีความซับซ้อนกว่า หากเปรียบเทียบกับเยอรมนีจะพบว่าไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในปริมาณที่น้อยกว่าเยอรมนีมาก ในปี 2025 ไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ที่ 33.6 TWh แต่ในทางกลับกันไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 123.3 TWh


แม้โดยรวมปริมาณไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของไทยจะน้อยกว่าปริมาณที่เยอรมนีผลิตได้ แต่ปรากฏว่าสัดส่วนไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลของไทยคิดเป็น 83.4% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด โดยที่ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงถึง 65.5%


เท่ากับว่าไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลมากกว่าเยอรมนีเนื่องจากมีการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนที่สูงกว่า


นอกจากนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center และ AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการประเมินว่าชาติอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์จะมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นอีกมหาศาลจากอุตสาหกรรมดังกล่าว ภายในปี 2030 ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานของภูมิภาคนี้เช่นกัน


โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การหันกลับไปพึ่งพาหรือผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลที่มีสัดส่วนมากอยู่แล้ว แต่อาจต้องเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่ง ณ ปี 2025 ไทยยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนนี้เพียง 31.2 TWh คิดเป็น 16.6% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด


มีข้อมูลจาก ‘Global Solar Atlas’ จัดทำโดย The World Bank Group และ Solargis ที่ชี้ว่าไทยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรหนึ่งที่ดีกว่าเยอรมนี นั่นคือ แสงอาทิตย์


หากพิจารณาจาก 'ปริมาณรังสีดวงอาทิตย์รวมแนวนอน' (Global Horizontal Irradiance) ซึ่งหมายถึงความเข้มของรังสีแสงอาทิตย์ทั้งหมดที่ตกลงมาบนพื้นผิวแนวราบต่อพื้นที่หนึ่งหน่วย จะพบว่าไทยมีค่า GHI ค่าเฉลี่ยที่ 4.93 kWh/m²/วัน ขณะที่เยอรมนีมีค่า GHI ค่าเฉลี่ยที่ 2.98 kWh/m²/วัน ซึ่งถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆ ของโลก ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ว่าไทยอยู่ในพื้นที่ที่สามารถรับปริมาณพลังงานจากรังสีแสงอาทิตย์ที่ดีกว่าเยอรมนีอย่างมาก


แผนที่แสดงระดับการรับรังสีแสงอาทิตย์ทั่วโลก (GHI) | ที่มา: Global Solar Atlas
แผนที่แสดงระดับการรับรังสีแสงอาทิตย์ทั่วโลก (GHI) | ที่มา: Global Solar Atlas

แม้ไทยจะมีความได้เปรียบในแง่ภูมิศาสตร์สูงกว่าเยอรมนีมาก แต่กลับมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สะสมเพียง 14 GW ขณะที่เยอรมนีมีกำลังผลิตสะสมสูงถึง 117 GW แสดงให้เห็นถึงความรุดหน้าของเยอรมนี และในเวลาเดียวกันก็สะท้อนว่าไทยยังมี ‘พื้นที่’ ของการบรรลุศักยภาพที่แท้จริงได้อีกมหาศาล ในช่วงเวลาที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง


แม้สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกในเวลานี้อาจส่งผลให้การบรรลุเป้าหมาย COP ในปี 2030 ต้องชะลอตัวลง แถมสิ่งที่จะเกิดในอนาคตอาจทำให้เป้าหมาย Net Zero 2050 เกิดขึ้นได้ยากมากกว่าเดิม แต่กรณีจากเยอรมนีไม่ได้สะท้อนว่าโลกควรชะลอการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพียงแต่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย


เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนผ่านจะเกิดได้ ความมั่นคงทางพลังงานจะต้องเกิดขึ้นด้วย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการพลังงานที่มากขึ้นด้วยการเพิ่มสัดส่วนและปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมๆ กับสร้างระบบที่สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีเสถียรภาพ ต่อเนื่อง ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอกได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางโลกที่ผันผวนมากขึ้นทุกวัน



อ้างอิง:

ความคิดเห็น


bottom of page