เมียนมา เวียดนาม และลาวกำลังจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์: ความมั่นคงทางพลังงานใหม่ ไทยควรมองเหมือนหรือต่าง?
- tanachaiv
- 26 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์: ภาพจำและสถานการณ์ปัจจุบัน
ถ้าพูดถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ชาวไทยอย่างเราที่ไม่เคยมีโรงไฟฟ้าแบบนี้ ก็จะนึกถึงข่าวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด ไม่ว่าจะที่เชอร์โนบิล ในยูเครน (ตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) ปี 1986 หรือที่ฟุกุชิมะประเทศญี่ปุ่นในปี 2011 และภาพของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยก็อาจเป็นสิ่งที่น่ากลัวว่าถ้าสร้างไปแล้วจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น
จริงๆ แล้ว เหตุการณ์ 2 ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ใหญ่ เป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงระดับโลกจึงเป็นที่จดจำ แต่ถ้าดูอุบัติเหตุด้านพลังงานนิวเคลียร์ จริงๆ ในโลกเกิดเป็นร้อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีผู้เสียชีวิต เลยไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต
ซึ่งพอมีอุบัติเหตุบ่อยๆ เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ก็เลยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ "ปลอดภัย" ขึ้นเรื่อยๆ โดยจะบอกว่าทุกครั้งที่มีอุบัติเหตุ มาตรการความปลอดภัยใหม่ๆ ก็ตเพิ่มมาก็พอจะได้ โดยมาตรฐานปัจจุบันถ้าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เพิ่ม ก็จะนิยมสร้างเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยทางเทคนิคเรียกโรงไฟฟ้าแบบนี้ว่าใช้ระบบ SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งอธิบายง่ายๆ ก็คือ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะมีขนาดเล็ก ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรก็จะควบคุมความเสียหายได้ง่ายกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าแบบนี้จะไม่มีทางทำให้เกิดเหตุการณ์ระดับที่เกิดในเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะได้
เราพูดเรื่องนี้ก็เพราะว่า ณ ตอนนี้ มีแผนที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ลักษณะนี้ในประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จึงอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป เพราะมันอาจห่างจากบ้านเราเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตรเท่านั้น
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รัสเซียกับ SEA
ถ้าใครตามข่าวพลังงานนิวเคลียร์ ก็น่าจะพอทราบว่า บริษัท Rosatom ที่เป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย ได้บรรลุข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยหลายประเทศ เพื่อลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในระบบ SMR
โดยบริษัท Rosatom มีลงการลงนามแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับทางเมียนมามาตั้งแต่ปี 2023 และปี 2026 นี้ในเดือนมีนาคมก็ได้มีการลงนามกับเวียดนาม และล่าสุดเดือนมิถุนายนก็ได้มีการลงนามกับทางลาว
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับเวียดนามที่เคยประสบปัญหาขาดไฟฟ้าจนต้องนำเข้าไฟฟ้าจากลาวมาแก้สถานการณ์ แต่สิ่งที่อาจฟังดูแปลกหน่อยคือ ชาติที่ "ส่งออกไฟฟ้า" เป็นปกติอย่างเมียนมา หรือกระทั่งชาติที่ส่งออกไฟฟ้ามากจนมีสมญา "แบตเตอรี่แห่งภูมิภาค" อย่างลาว ก็ล้วนมีการเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ทั้งสิ้น
คำถามที่สำคัญคือ ทำไมชาติที่มีความสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าที่มากระดับระดับส่งออกได้ ยังต้องการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อยู่อีก? คำตอบอาจไม่ใช่ว่าเพราะภูมิภาคของเราจะต้องการไฟฟ้ามากขึ้นจาก Data Center ที่มาตั้งมากขึ้นในภูมิภาค เพราะเราก็ต้องตอบอยู่ดีว่าทำไมชาติต่างๆ ไม่ผลิตไฟฟ้าแบบที่ผลิตอยู่แล้วในปริมาณที่มากขึ้น แทนที่จะผลิตโดยใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์?
จะตอบคำถามนี้เราต้องกลับไปที่โครงสร้างการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ต่างกันของแต่ละประเทศ
โครงสร้างพลังงานไฟฟ้า ไทย เมียนมา ลาว และเวียดนาม
หากว่าด้วยข้อมูลของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เราจะเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่ไฟฟ้า 2 ใน 3 ของประเทศผลิตด้วยแก๊สธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด ผลิตไฟฟ้าในราคาที่ย่อมเยาได้อย่างยืดหยุ่นมากๆ ปัญหาอย่างเดียวของก๊าซธรรมชาติคือเป็นพลังงานไม่หมุนเวียน คือจะมีวันหมด และไทยมีไม่พอ จำเป็นต้องนำเข้าครึ่งหนึ่งของที่ใช้ และนี่น่าจะเป็นเหตุผลให้รัฐไทยค่อยๆ กระตุ้นให้มีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในวงกว้างขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานหมุนเวียนที่พึ่งพาได้ในระยะยาวแล้ว ต้นทุนการผลิตยังถูกกว่าก๊าซธรรมชาติด้วย (จะกล่าวต่อไป)
กรณีของเมียนมา แหล่งพลังงานไฟฟ้า 90% ของประเทศมาจากพลังงานแก๊สธรรมชาติและพลังงานน้ำอย่างละประมาณครึ่งหนึ่ง เมียนมาไม่มีปัญหาแก๊สธรรมชาติ เพราะมีมากมายระดับส่งออกได้ แต่ปัญหาอยู่ที่พลังงานน้ำ เพราะการพึ่งพลังงานน้ำเป็นสัดส่วนที่มาก ภาวะโลกรวนอาจส่งผลโดยตรงกับความมั่นคงพลังงานของประเทศ อธิบายง่ายๆ คือปีที่ฝนตกน้อย น้ำน้อย ระบบการผลิตผลิตพลังงานของประเทศมีปัญหาทันที
กรณีของเวียดนาม ผลิตไฟฟ้า 45% จากถ่านหิน 30% จากน้ำ 10% จากแสงอาทิตย์ 10% จากแก๊สธรรมชาติ เวียดนามมีโครงสร้างพลังงานที่ดูหลากหลายและน่าจะทำให้ยืดหยุ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ คือปัจจุบันเวียดนามก็มีบางจังหวะที่พลังงานไม่พอใช้ ต้องซื้อจากลาว ความเป็นจริงคือเวียดนามเศรษฐกิจโตเร็วมาก กำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศขยายตัวไม่ทัน แม้แต่ถ่านหินที่เป็นแหล่งไฟฟ้าหลักของประเทศก็ทำเหมืองมาใช้ไม่ทัน ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น และการที่เวียดนามมีการใช้พลังแสงอาทิตย์มากที่สุดในภูมิภาค แรงขับไม่ได้มาจากความต้องการพลังงานสะอาด แต่เพราะเวียดนามตึงมือด้านพลังงานจึงต้องผลิตเพิ่มทุกทาง
สุดท้ายกรณีของลาว ลาวเป็นกรณีที่พิเศษ พลังงานทั้งประเทศ 75% ผลิตด้วยพลังงานน้ำ 25% เป็นถ่านหิน ซึ่งพลังงานน้ำของลาวก็มากพอจะส่งออกไปขายประเทศเพื่อนบ้านยามจังหวะที่ขาดแคลน แต่นั่นเอง พลังงานน้ำของลาวมีที่มาจากแม่น้ำโขง และแม่น้ำสายย่อย ซึ่งต้นทางแม่น้ำโขงอยู่ที่จีน และจีนมีการสร้างเขื่อนมากมายตลอดทาง นี่เลยทำให้พลังงานน้ำของลาวแม้ว่าจะมีมากมายเหลือใช้ แต่มีความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์การเมืองมหาศาล หรือพูดให้ง่ายๆ คือลาวจะมีไฟฟ้าใช้พอหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะปล่อยน้ำมาแค่ไหน
จะเห็นว่าทั้ง 3 ชาติที่ลงนามสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับรัสเซีย ล้วนมีปัญหาพลังงานบางด้านทั้งสิ้น ไม่ว่าจะด้วยภาวะโลกรวน ไม่ว่าจะด้วยปัญหาที่ต้นทางของแหล่งกำเนิดพลังงานอยู่นอกประเทศ หรืออาจเป็นแค่ปัญหาพลังงานที่ผลิตปัจจุบันไม่พอใช้
แต่ก่อนที่จะเข้าใจตัวเลือกในการเสริมพลังงานนิวเคลียร์ไปในองค์ประกอบการผลิตพลังงานของทั้ง 3 ชาติ เราต้องเข้าใจความเป็นจริงของพลังงานนิวเคลียร์ก่อน
ต้นทุนพลังงานนิวเคลียร์ที่ไม่ได้ถูกอย่างที่คิด
พลังงานนิวเคลียร์มีจุดเด่นคือเป็น "พลังงานสะอาด" ในแง่ที่กระบวนการผลิตไฟฟ้าไม่มีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ แต่สิ่งที่พลังนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นแน่นอนคือเป็น "พลังงานหมุนเวียน" เพราะแร่ยูเรเนียมที่ใช้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์มีจำกัด ถ้าใช้แล้วก็จะหมดไป และที่สำคัญคือพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ "พลังงานราคาถูก" ด้วย
ข้อมูลจาก BloombergNEF และวิจัยกรุงศรี ชี้ว่าต้นทุนไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กจะอยู่หน่วยละ 3-5 บาท (โรงงานขนาดใหญ่จะต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่าโรงงานขาดเล็กเล็กน้อย ประมาณ 10%) ส่วนต้นทุนผลิตพลังไฟฟ้าจากแก๊สธรรมชาติและถ่านหินอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 2.5-3 บาท ในขณะที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถ้าแบบไม่มีแบตเตอรี่ จะอยู่ประมาณหน่วยละ 1-2.5 บาท แต่ถ้ามีแบตเตอรี่เพื่อเก็บประจุไฟฟ้าด้วยเพื่อให้ระบบสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ต่อเนื่องในเวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์ ต้นทุนจะขึ้นเป็นหน่วยละ 2-3.5 บาท (แล้วแต่ความจุแบตเตอรี่)
ตรงนี้เราจะเห็นไดเลยว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่ทางออกที่ "ราคาถูก" เลยในด้านพลังงาน และไม่ว่าจะเมียนมา เวียดนาม และลาว ก็ล้วนมีการผลิตพลังงานที่ต้นถูกถูกกว่าพลังงานนิวเคลียร์อยู่แล้วทั้งนั้น แต่ความน่าสนใจก็คือ พลังงานนิวเคลียร์ดูจะตอบโจทย์บางอย่างของแต่ละประเทศต่างๆ กัน
ในกรณีเมียนมา แผนคือจะสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใกล้เมืองหลวงซึ่งเป็นที่มั่นของรัฐบาลทหาร ซึ่งในแง่นี้โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์น่าจะไปตอบโจทย์ว่า "ศูนย์กลาง" ประเทศต้องมีแหล่งพลังงานของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากของรัฐบาลกลางในประเทศที่มีสงครามกลางเมืองและมีการยืดพื้นที่ไปมาตลอด หรือพูดอีกอย่างก็คือรัฐบาลทหารเมียนมาต้องการแหล่งพลังงานที่อยู่ในพื้นที่ที่ตนควบคุมได้ และวิธีการง่ายที่สุดก็คือการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบใกล้เมืองหลวง
ในกรณีเวียดนาม เศรษฐกิจโตเร็วมาก ต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เวียดนามผลิตไฟฟ้าเพิ่มทุกทาง ยังไม่พอใช้ และนี่ทำให้เวียดนามมองว่าการเพิ่มโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์คือคำตอบที่ดี และจริงๆ อาจไม่ใช่แค่นิวเคลียร์ แต่ไฟฟ้าแบบไหนๆ เวียดนามก็ต้องการ
สุดท้าย สำหรับลาว แม้ว่าจะเป็น "แบตเตอรี่แห่งภูมิภาค" จากพลังน้ำ แต่ทั้งภาวะโลกรวนและภาวะที่จีนคุม "ต้นน้ำ" ทำให้ลาวก็ร้อนๆ หนาวๆ อยู่ตลอด โจทย์ของลาวชัดเจนคือต้องการการผลิตไฟฟ้าที่ไว้ใจได้และควบคุมได้ ลาวไม่มีการผลิตแก๊สธรรมชาติก็จริง แต่จริงๆ มีถ่านหินจำนวนมากอยู่ในมือ แต่ถ้าจะสร้างหลักประกันให้ชาติมีไฟฟ้าใช้ การสำรองอีกขั้นก็ดูสมเหตุสมผล และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เป็นตัวเลือกเพื่อการนี้
สรุป: พลังงานนิวเคลียร์กับความมั่งคงทางพลังงาน?
จากที่เล่ามา ก็จะเห็นเลยว่าทั้ง 3 ชาติที่เซ็นสัญญาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับรัสเซีย ไม่น่าจะมีชาติไหนทำไปด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะทุกชาติ ล้วนมีแหล่งพลังงานที่ราคาถูกกว่าพลังงานนิวเคลียร์ทั้งนั้น หรือถ้าจะให้ตอบอีกแบบก็คือ ถ้าคิดแต่จะผลิตพลังงานให้ถูกที่สุด ไม่น่าจะมีชาติไหนเลือกเพิ่มพลังงานนิวเคลียร์มาในระบบพลังงานของประเทศ
แต่อีกด้าน จะเห็นเลยว่าแทบทุกชาติน่าจะตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยเหตุผลเชิง "ความมั่นคงทางพลังงาน" ทั้งสิ้น รัฐบาลทหารเมียนมาต้องการโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้มากพอในพื้นที่ที่ตนควบคุมได้ เวียดนามต้องการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับการเติบโต ส่วนลาวก็ต้องการลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากเพียงแหล่งเดียวมากเกินไป
นี่ก็เลยทำให้คำถามกลับมาที่ไทยว่า แล้วไทยต้องการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์หรือไม่?
คำตอบไม่ง่าย และมองได้จากหลายมุมมอง
ไทยมีจุดเด่นที่มีแหล่งพลังงานหลักเป็นพลังงานสะอาด ราคาถูก ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างยืดหยุ่นมากอย่างแก๊สธรรมชาติอยู่แล้ว และแม้ว่าไทยจะผลิตแก๊สธรรมชาติใช้เองไม่พอ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่หายากในตลาดโลกและมีราคาผันผวนเท่าใดนัก ซึ่งหากมองแบบนี้ ไทยก็น่าจะไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และระบบปัจจุบันที่กระตุ้นให้เอกชนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสดงอาทิตย์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเพียงพอแล้ว
แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้ามองในเชิงความมั่นคงทางพลังงานด้วย ไทยก็ควรจะผลิตไฟฟ้าให้พอใช้ และมีแหล่งผลิตที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งถ้าอธิบายแบบนี้ ไทยก็ควรจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะมันตอบโจทย์ด้านความมั่นคงดีกว่าจริงๆ
ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่างแบบไม่น่าจะเกิดแต่เป็นไปได้จริง ถ้าแก๊สธรรมชาติหมดโลก หรือราคาสูงขึ้นด้วยเหตุผลบางอย่าง ระบบผลิตพลังงานของไทยตอนนี้จะมีปัญหาด้านต้นทุนทันที เพราะก๊าซธรรมชาติที่ไทยใช้ครึ่งหนึ่งต้องนำเข้า การกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงานไฟฟ้า ก็ถือว่าเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในสถานการณ์สุดขั้วแบบนี้
อย่างไรก็ดี ถ้าจะมีการเดินหน้าทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จริงๆ ในไทย งานยากอาจไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคหรืองบประมาณเท่ากับการสร้างความไว้ใจกับประชาชน ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างและดำเนินการผลิตพลังงาน
ซึ่งในประเทศไทย และอีกหลายๆที่ในโลก เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "ความกลัว" “ความไม่มั่นใจ” และ “ความกังวลใจ” ของประชาชนอาจยังอยู่ระดับที่ไม่อยากให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใกล้ที่อยู่อาศัย หรือใน "จังหวัด" ที่อยู่อาศัยก็ดูจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอยู่ และเป็นงานสำคัญที่ทางภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนให้ได้ก่อนที่จะลงมาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมาจริงๆ
อ้างอิง:




ความคิดเห็น