ย้อนดูข้อเสนอ World Bank ทำไมเศรษฐกิจไทยถึงควรมุ่งสู่ ‘อุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง’

ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้กรอบแนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ซึ่งหนึ่งในประเด็นหลักของการประชุมนี้คือการลงทุนสีเขียวเพื่อรับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ในโอกาสนี้ เราจึงชวนมาทบทวนดูภาพของเศรษฐกิจสีเขียวของไทยในมุมมองธนาคารโลก ก่อนที่การประชุมจะเปิดฉากขึ้นในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
ในระยะหลัง ธนาคารโลกมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยค่อนข้างชัดเจน ปรากฏในรายงานหลายชิ้น และการปาฐกถาของคนของทางธนาคารโลก ซึ่งเป็นไปในทิศทางของการมุ่งเน้น ‘อุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง’ ซึ่งดูจะเป็นแนวทางที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากที่รัฐบาลพยายามจะพาเราไป
การเติบโตเศรษฐกิจไทยภายใต้โลกรวน
โดยพื้นฐานแล้ว โจทย์ของธนาคารโลกเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยวางอยู่บนคำถามว่า “ทำอย่างไรไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด?” โดยมาตรวัดพื้นฐานก็คือการเติบโตของ GDP ดังนั้นคำถามจริงๆ ก็คือ จะทำอย่างไรให้อัตราการเติบโตของ GDP ไทยเพิ่มขึ้น จากที่อยู่ในระดับต่ำมากในปัจจุบัน ซึ่งคล้ายคลึงกับประเทศที่พัฒนาจนอิ่มตัวแล้ว ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้พัฒนาไประดับนั้น
ธนาคารโลกยอมรับว่าในช่วง 1-2 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจไม่โตนัก ในระยะสั้นอาจทำอะไรไม่ได้ ต้องว่ากันในระยะกลางขึ้นไป ซึ่งพอว่ากันในระยะกลาง คือต้องดูสถานการณ์โลกไปด้วย
ความท้าทายเศรษฐกิจไทยระดับพื้นฐานคือการพึ่งพาภาคเกษตรและประมงค่อนข้างมาก ซึ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรงในภาวะโลกรวนที่มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้น ฤดูการเก็บเกี่ยวไม่เป็นไปตามปกติ กระแสน้ำผิดปกติ ส่งผลเสียในทุกด้าน ยังไม่นับปัญหาภัยพิบัติ น้ำท่วม ระดับน้ำทะเลสูง ที่ขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ไปจนถึงอากาศร้อนผิดปกติที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลางแจ้งต่างๆ เกิดขึ้นได้น้อยลง ทั้งหมดท้าทายทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอีเวนต์ซึ่งเป็นที่มาของเม็ดเงินมหาศาลในเศรษฐกิจไทย
โดยรวมแล้วในสายตาธนาคารโลก ถ้าเศรษฐกิจไทยไม่ทำอะไรเลย จะไม่ใช่แค่อยู่กับที่ แต่จะทรุดลง เพราะภาวะโลกรวนเป็นปัจจัยลบกับทุกอย่างที่เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาเป็นหลักในปัจจุบัน ธนาคารโลกมองว่าความหวังเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออกต่างๆ ที่น่าสนใจคือ ธนาคารโลกไม่ได้มองว่าไทยต้องเพิ่มอุตสาหกรรมการผลิตไปในทางเชื่อมโยงกับ ‘ห่วงโซ่อุปทาน’ ของอุตสาหกรรม AI อย่างที่ภาครัฐไทยจะพยายามมุ่งไป ไม่ว่าจะการพยายามเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือเป็นแหล่ง Data Center ของภูมิภาค เพราะไทยมีอุตสาหกรรมไม่น้อยที่สามารถขี่กระแสเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นอีกธีมใหญ่ในเศรษฐกิจโลกโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยควรมุ่งหน้าไปนี้เรียกว่า ‘อุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง’ ซึ่งสำหรับไทย มี 3 อุตสาหกรรมที่ไทยมีพื้นฐานอยู่แล้วและต่อยอดได้ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนรถ EV และโซลาร์เซลล์ โดยในระยะกลางถ้าไทยปรับตัวได้ดี จะมีโอกาสเก็บเกี่ยวรายได้จากการส่งออกสิ่งเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล
เครื่องปรับอากาศ
สิ่งที่คนไทยไม่ค่อยรู้คือ เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่มากของโลก มูลค่าการส่งออกในตลาดโลกเป็นรองเพียงจีนและเม็กซิโก ดังนั้นไทยมีทั้งเทคโนโลยีและศักยภาพการผลิตเครื่องปรับอากาศในมือแน่นอน
สิ่งที่ตลาดโลกปัจจุบันกำลังต้องการเพิ่มมากขึ้น คือเครื่องปรับอากาศแบบสามารถกลับทิศทางได้ (reverse cycle air conditioners) หรือเครื่องปรับอากาศที่สามารถเป็นได้ทั้ง ‘แอร์’ และ ‘ฮีตเตอร์’ ประเทศเมืองหนาวอย่างยุโรป เริ่มมีความต้องการเครื่องปรับอากาศชนิดนี้มากขึ้น เนื่องจากหน้าร้อนอุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นจนแม้แต่ประเทศที่เคยต่อต้านการติดเครื่องปรับอากาศในนามของการลดภาวะโลกรวน ก็ยังเริ่มยอมแพ้
ในอดีต ไม่เคยมีข้อถกเถียงว่ายุโรปควรจะติดเครื่องปรับอากาศหรือไม่ จนกระทั่งในหน้าร้อนปี 2026 นี้เองที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็น และยอดขายเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ก็ดูจะเป็นคำตอบโดยตัวของมันเองว่าชาวยุโรปคิดอย่างไร
ยุโรปและประเทศในแถบหนาวเย็นมีแนวโน้มจะต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นทุกปี และจะต้องการเครื่องปรับอากาศที่ให้ความเย็นได้ในหน้าร้อน และให้ความอบอุ่นได้ในหน้าหนาว ซึ่งแม้จะเป็น ‘แอร์’ แบบที่คนไทยอาจจินตนาการไม่ออกว่าจะมีไปทำไม แต่เรามีเทคโนโลยีผลิตได้แน่นอน หากไทยสามารถเก็บเกี่ยวรายได้จากตลาด ผลิตภัณฑ์นี้จะกลายเป็นความสามารถในการขยายเศรษฐกิจบนฐานการต่อยอดของอุตสาหกรรมที่ไทยมีอยู่แล้ว แทนที่จะต้องเสี่ยงกับการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของ AI ซึ่งมีการแข่งขันสูง และไทยก็แทบไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากรหรือเทคโนโลยีพื้นฐาน
ชิ้นส่วนรถ EV
หลายคนอาจเคยได้ยินประเด็นเรื่องที่ไทยปรับตัวช้า ไม่ทันอุตสาหกรรมผลิต EV เพราะในอดีต ไทยเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันหรือ ‘รถสันดาป’ ของบริษัทญี่ปุ่นที่สำคัญ และอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ก็เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน คนเริ่มหลีกเลี่ยงพลังงานฟอสซิลและหันมาใช้ EV บริษัทรถสันดาปญี่ปุ่นต่างๆ ก็ทยอยปิดโรงงานในไทยเพราะความต้องการรถสันดาปลดลง และในอีกด้านหนึ่งไทยก็ไม่สามารถดึงโรงงานรถ EV มาตั้งได้อย่างที่เคยดึงดูดโรงงานรถสันดาป เพราะเงื่อนไขเศรษฐกิจไทยที่พัฒนาไปมาก ค่าแรงสูงขึ้น บริษัทต่างๆ ก็รู้สึกว่าถึงจะมีมาตรการทางภาษีที่ดีแค่ไหน ไทยก็ยังมีความดึงดูดน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าแรงต่ำกว่าอยู่ดี ยังไม่นับว่าจีนได้พัฒนาห่วงโซ่การผลิตแบบครบวงจรในประเทศไปแล้วเรียบร้อย
ในบริบทนี้เหมือนไทยจะ ‘ตกขบวน’ จากห่วงโซ่อุปทานของ EV โลก แต่ธนาคารโลกระบุว่า จริงๆ แล้ว อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยมากถึง 80% สามารถปรับตัวมาผลิตชิ้นส่วนรถ EV ได้ เพราะรถ EV และรถสันดาปมีชิ้นส่วนที่คาบเกี่ยวกันอยู่จำนวนมาก
ธนาคารโลกมองว่า ถ้าไทยจัดวางตัวเองดีๆ ในการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน EV ไทยจะสามารถขี่กระแส EV โลกได้ ซึ่งจะต้องเข้าใจว่า ถึงแม้จีนจะเป็น ‘เจ้าตลาด’ ของรถ EV แต่ในหลายประเทศก็มีความต้องการที่ต่างกันออกไป เช่น ต้องการผลิตรถ EV ในประเทศตัวเอง หรือต้องการรถไฮบริดที่ใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน ประเทศไทยสามารถทั้งส่งชิ้นส่วนไปประกอบในประเทศเหล่านี้ หรืออาจปรับตัวเป็นศูนย์การผลิตรถไฮบริดก็ได้
นอกจากนี้ ธรรมชาติของ EV มีความคล้ายคลึงกับสมาร์ทโฟน คือมีอายุใช้งานสั้น เมื่อแบตเตอรี่เสื่อมประสิทธิภาพ ผู้ใช้มักที่จะซื้อใหม่แทนการเปลี่ยนหรือซ่อม ซึ่งโดยทั่วไปอาจกินเวลาเพียง 10 ปี กล่าวคือ EV ถูกสร้างมาให้มีอายุใช้งานสั้น และต้องซื้อบ่อยกว่ารถสันดาป ดังนั้นในระยะยาว ความต้องการซื้อ EV จะถี่กว่ารถสันดาป ทำให้การขยายตัวของตลาด EV ไม่ใช่แค่ขยายไปยังผู้ใช้รายใหม่ แต่ยังขยายไปยังกลุ่มคนที่ซื้อเป็นคันต่อๆ ไปด้วย ซึ่งจะสร้างงานให้ผู้ผลิต EV ทั้งโลกอย่างต่อเนื่องในอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นด้วย และยิ่งยอดสั่งซื้อรถ EV มาก ผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ย่อมได้ประโยชน์ไปด้วยในระยะยาว
ธนาคารโลกมองว่าไทยไม่ควรจะพลาดกระแสนี้ และอย่างน้อยที่สุดก็ควรจะยืนหยัดในฐานะของฐานการผลิตชิ้นส่วน EV ให้ได้ เพราะตลาดนี้ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปในระดับโลก
โซลาร์เซลล์
ประเทศไทยไม่ใช่แหล่งผลิตโซลาร์เซลล์ แต่เรียกได้ว่าเป็น ‘ฮับ’ ในการส่งออกสารพัดโซลาร์เซลล์จากจีนไปยังตลาดโลก ธนาคารโลกมองว่า ในเงื่อนไขนี้ ไทยมีโอกาสจะพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและต่อยอดเกี่ยวกับโซลาร์ ซึ่งอาจเป็นไปได้ตั้งแต่ชิ้นส่วนของแผ่นโซลาร์เซลล์ ไปจนถึงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการติดตั้งระบบ
ข้อเสนอนี้มีส่วนคล้ายกับการเสนอให้เน้นผลิตชิ้นส่วนรถ EV แต่ความต่างคือ ไทยไม่ได้มีฐานอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว ไทยเป็น ‘ทางผ่าน’ แต่ก็เป็น ‘ทางผ่าน’ ที่ได้สร้าง ‘ตลาด’ สินค้าโซลาร์ในประเทศขึ้น และพอมีพลังซื้อในประเทศ ผู้ประกอบการในประเทศอาจมีไอเดียสร้างนวัตกรรมต่างๆ ซึ่งถ้าใครคุ้นกับระบบโซลาร์ก็คงรู้ว่า ยังมีรายละเอียดยิบย่อยของอุปกรณ์เสริมในการติดระบบโซลาร์อีกมาก ตั้งแต่ตาข่ายกันนก ไปจนถึงน้ำยาเคลือบแผ่นโซลาร์เซลล์เพื่อคงประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า
ไทยไม่มีความจำเป็นต้องผลิตแผ่นโซลาร์เซลล์แข่งกับจีน เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ (ขนาดยุโรปยังยอมแพ้) แต่ไทยควรจะใช้โอกาสที่มีแผ่นโซลาร์ในไทยจำนวนมาก สร้างธุรกิจต่อเนื่อง ถ้ามองยาวๆ แบบ ‘ตลอดอายุการใช้งาน’ ของระบบโซลาร์เซลล์ ในอนาคต อาจมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีกมาก เช่น การรีไซเคิลแผ่นโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว
ความแข็งแรงของอุตสาหกรรมโซลาร์ไทย ในฐานะทางผ่านของแผ่นโซลาร์จากจีน ถือเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในภาพใหญ่ในโลก เป็นโอกาสที่หายากพอสมควร สำหรับไทยที่ ‘ตกขบวน’ การเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมไฮเทคหลายอย่างในโลกก่อนหน้านี้ นี่อาจเป็นโอกาสท้ายๆ ที่อาจคว้าไว้ได้ก่อนจะโดนทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น
ทางรอดเศรษฐกิจไทยอื่นๆ
‘อุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง’ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแบบหนึ่งที่ธนาคารโลกมองว่าไทยมีลุ้นสู้ได้ในตลาดโลกเพราะมีพื้นฐานที่ดี นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำด้านการพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเช่น การกระจายการลงทุนด้านเศรษฐกิจไปยังเมืองรองต่างๆ มีการทำโมเดลมาให้เห็นว่า การพัฒนาแบบที่ว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีที่สุด ดีกว่าการเอาทรัพยากรมากองรวมกันที่กรุงเทพฯ ที่เติบโตจนการลงทุนเพิ่มได้ผลตอบแทนน้อยแล้ว
ธนาคารโลกก็ระบุว่า ไทยควรจะสร้างเศรษฐกิจบนฐานความแข็งแรงของเมือง เมืองอุตสาหกรรมอย่างชลบุรีและนครปฐมควรจะลงทุนไปในแนวนี้ต่อ เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่และภูเก็ต ก็ควรจะลงทุนให้โตไปในทางนี้ ส่วนเมืองใหญ่อื่นๆ ที่ไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรมหรือท่องเที่ยว ก็สามารถโตไปในทางอุตสาหกรรมทางการแพทย์และเสริมสุขภาพได้ เพราะความสงบที่มีพร้อมกับความเจริญเหล่านี้ เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุสมัยใหม่
คำแนะนำอื่นๆ ของธนาคารโลก ล้วนแต่เป็นเรื่องพื้นๆ ที่คนไทยน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าควรจะพัฒนามาตั้งนานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายอำนาจ การขนส่งมวลชน ไปจนถึงการป้องกันภัยธรรมชาติ ทั้งหมดนี้คือท่าทีพื้นฐานของธนาคารโลกต่อเศรษฐกิจไทยที่ปรากฏมาในธีมเดียวกันในหลายรายงาน และเราก็น่าจะมีอัปเดตใหม่ๆ จากการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก โดยถ้าข้อเสนอแนะยังคงเดิม และต่างจากทิศทางของรัฐบาลอย่างชัดเจน ก็เป็นสิ่งที่ชาวไทยควรจะตั้งคำถามเช่นกัน ว่าเศรษฐกิจเรากำลังเดินไปทางไหน และควรจะเดินไปทางนั้นหรือไม่
ที่มา:




ความคิดเห็น