top of page

ถ้าบ้านเดี่ยว 25% ของครัวเรือนในไทยทำหลังคาโซลาร์เซลล์เราจะผลิตไฟฟ้า "ทดแทนการนำเข้า"ได้อย่างเพียงพอ

2 วันที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

ข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า ระหว่างปี 2010 มาถึงปี 2025 ไทยเพิ่มการใช้พลังงานจาก 149 TWh มาเป็น 208 TWh หรือเพิ่มมา 40% ในรอบ 15 ปี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้าในแต่ละส่วนไม่เท่ากัน


  • ครัวเรือนไทย เพิ่มการใช้จาก 33 TWh มาเป็น 59 TWh หรือเพิ่มขึ้นมาถึง +79%

  • ภาคธุรกิจและภาครัฐเพิ่มจาก 30 TWh มาเป็น 53 TWh หรือเพิ่มมา 77%

  • ภาคอุตสาหกรรมหรือโรงงานต่างๆ ใช้เพิ่มขึ้นจาก 75 TWh เป็น 87 TWh หรือเพิ่มขึ้นมา +16% เท่านั้น


แต่หากมาดูฝั่งการผลิตจะเห็นได้ว่าทาง "การไฟฟ้าฯ" แทบจะคงการผลิตไฟฟ้าไว้ในระดับเดียวในช่วง 15 ปีระหว่างปี 2010-2025 ในหมวดที่ใช้พลังงานไม่หมุนเวียน (เช่น ถ่านหินลิกไนต์ และแก๊สธรรมชาติ) และก็มีการใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตมาในส่วนน้อยมาก


นั่นหมายความว่า ในความเป็นจริงการเพิ่มพลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ของไทยในรอบ 15 ปีที่เพิ่มการใช้ไฟฟ้ามา 40% นั้นหลักๆ คือเพิ่มมาจากการผลิตโดยเอกชนและนำเข้าจากต่างชาติแทบทั้งสิ้น



โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยที่อาจ "สะอาด" ขึ้นแทบไม่ได้แล้ว?

ภาครัฐไทยไม่มีการแยกที่มาของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในไทยไว้อย่างชัดเจน (แยกแต่ของ "การไฟฟ้าฯ" แต่ไม่แยกของเอกชน) แต่ทาง International Energy Agency มีการแยกที่ชัดเจน และจะเห็นเลยว่าถ้าดูทั้งระบบ ไฟฟ้าที่ใช้ในไทย ราว 2 ใน 3 (64%) ผลิตมาจากแก๊สธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ "สะอาดแต่ไม่หมุนเวียน" เพราะไม่สร้าง "ก๊าซเรือนกระจก" ก็จริง แต่ก็มีจำกัด และมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วย "พลังงานสกปรก" อย่างถ่านหิน เพียง 14% เท่านั้น โดยถ้าดูสัดส่วนการผลิตพลังงานรวมๆ ก็จะเห็นเลยว่า ไทยพึ่งพาผลิตไฟฟ้าจากโรงงานไฟฟ้าพลังแก๊สธรรมชาติของเอกชนสูงมาก ซึ่งถ้าเอามาเทียบกับข้อมูลการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นของไทย เราก็จะเห็นเลยว่า ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ในไทยน่าจะมีการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแก๊สธรรมชาติของเอกชนสูงมากๆ


นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วในไทย ภาคการผลิตไฟฟ้าถือว่าค่อนข้าง "สะอาด" มากอยู่แล้ว (แม้จะไม่หมุนเวียน) เพราะถ้าเทียบกับหลายประเทศที่ยังใช้ "ถ่านหิน" เป็นหลัก ไทยนับว่ามีแหล่งที่มาไฟฟ้าที่ "สะอาด" กว่าแน่นอน และต่อให้หยุดการผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินให้หมด "ไฟฟ้า" ของไทยก็แทบไม่สะอาดไปกว่านี้แล้ว ดังนั้นต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาส่วนการ "ลดการปล่อยคาร์บอน" นั้นคือแทบไม่สามารถแก้ได้จากภาคการผลิตไฟฟ้าในไทย แต่ต้องไปแก้ในส่วนการใช้พลังงานปิโตรเลียมของภาคการขนส่ง ตั้งแต่รถยนต์ ไปจนถึงการบินเชิงพาณิชย์


กล่าวอีกแบบ เราต้องเข้าใจร่วมกันก่อนว่า "นโยบายโซลาร์" ในไทย จะมีส่วนช่วยในการผลิตพลังงานและเพิ่มความมั่นคงพลังงานแน่ๆ แต่มันจะไม่ได้ช่วย "ลดก๊าซเรือนกระจก" เท่าใดนัก เพราะโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าในไทยปัจจุบันที่ใช้แก๊สธรรมชาติเป็นหลัก มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่น้อยอยู่แล้ว



พลังงานที่สะอาด แต่ไม่เพียงพอ

แน่นอนทั้งหมดที่ว่ามา จะเห็นว่าภาคการผลิตพลังงานไฟฟ้าของไทย "มีปัญหาด้านส่ิงแวดล้อม" น้อยอยู่แล้ว เพราะมีการผลิตที่ค่อนข้างสะอาด และใกล้เคียงกับปฏิมาณที่ใช้อยู่แล้ว แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ในรายละเอียด

ดังที่ได้กล่าวมาในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา "การไฟฟ้าฯ" แทบจะไม่มีการผลิตไฟฟ้าใช้มากขึ้น กำลังผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้นเกิดจากเอกชนแทบทั้งหมด


แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไทยมีพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตโดยทั้งรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่พอใช้ในประเทศ เพราะถ้าดูตัวเลข ในปี 2010 ไทยนำเข้าไฟฟ้าประมาณ 5% ของที่ใช้ทั้งหมด แต่ ณ ปัจจุบันปี 2025 ตัวเลขการนำเข้าพลังงานกลับสูงถึง 17% ของการใช้พลังงานทั้งหมด


หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าตัวเลขการผลิตพลังงาน เราจะเห็นเลยว่าประเทศไทยผลิตพลังงานได้ไม่พอใช้อย่างต่อเนื่อง และหลายปีหลัง เราต้องนำเข้าพลังงานประมาณ 35 TWh ทุกปี (ส่วนใหญ่น่าจะนำเข้าจากลาว ผู้ได้ชื่อว่าเป็น "แบตเตอรี่" ของภูมิภาค เพราะส่งออกพลังงานมหาศาล)


ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่รัฐจะอยากให้ประชาชน "ร่วมด้วยช่วยกัน" ผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้น เพื่อให้ไทยสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในเชิงพลังงาน โดยในทางปฏิบัติ คือรัฐสนับสนุนให้ประชาชนทำ "หลังคาโซล่าร์" ด้วยสารพัดนโยบาย จากสารพัดกระทรวง กระทรวงการคลังให้นำค่าติดตั้งมาลดหย่อยภาษีได้ กระทรวงพลังงานขยายโควต้าขายกระแสไฟฟ้าคืนกับการไฟฟ้า กระทรวงมหาดไทยเสนอให้มีการการเงิน "ช่วยดาวน์" ในการติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์


คำถามคือ ถ้าคำนวณจริงๆ ถ้าบ้านเรือนคนไทยทำ "หลังคาโซลาร์" จริงๆ มันจะผลิตไฟฟ้ามาได้เพียงพอจนเราไม่ต้องนำเข้าไฟฟ้าจริงหรือ?



ต้องทำหลังคาโซลาร์แค่ไหน ถึงจะทดแทนการนำเข้าได้?

จริงๆ คำถามว่าถ้าครัวเรือนไทยติดระบบโซล่าร์เซลล์กันถ้วนหน้า จะผลิตไฟฟ้าได้เท่าไร ตอบไม่ยากเลย ตัวเลขทุกอย่างมีอย่างค่อนข้างเที่ยงตรงมาตรฐาน แต่จริงๆ สมมติฐานแบบนั้นอาจไม่สมจริงนัก แต่ถ้าเราเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐมุ่งอุดหนุนให้ประชาชนติดตั้ง ครัวเรือนละ 50,000 บาท เราอาจเห็นภาพความเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้ได้ดีขึ้น


สำนักงานสถิติแห่งชาติ เพิ่งทำการสำรวจสำมะโนประชากรไปในปี 2025 ที่ผ่านมา (จริงๆ ต้องสำรวจปี 2020 แต่ตอนนั้นโควิดระบาดเลยต้องเลื่อนมา) พบว่าในไทยมี "ครัวเรือน" ที่อยู่ "บ้านเดี่ยว" กันถึง 22.6 ล้านครัวเรือน และที่น่าสนใจก็คือ นี่เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 73% ในรอบ 15 ปีจากปี 2010


สถิติชัดมากว่าคนไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว ("ครัวเรือน" ในทาวน์เฮาส์กับคอนโดมิเนียมรวมกันมีแค่ราว 10% ของครัวเรือนแบบ "บ้านเดี่ยว") ซึ่งก็เป็นลักษณะของที่อยู่อาศัยที่เหมาะกับการติดตั้ง "หลังคาโซลา" ที่สุด


ที่นี้จะประเมินยังไงดี? เราอยากลองประเมินว่า ตีกลมๆ เอาแค่ 1.5 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 7% ของครัวเรือนบ้านเดี่ยวทั้งหมด ติดหลังคาโซลาร์กำลังการผลิต 5 kWp ที่เป็นระบบการผลิตมาตรฐานแบบกลางๆ ที่ "การไฟฟ้าฯ" สนับสนุนให้ติด (โครงการโซลาร์ภาคประชาชน เหมาะกับการผลิตแบบ 5 kWp ที่สุด)


ถ้าคิดแบบนี้ วันหนึ่งประเมินว่าจะผลิตไฟฟ้าได้ 20 kWh (ประเมินแบบกลางๆ) ต่อวันต่อครัวเรือน

มี 1,500,000 ครัวเรือน ผลิตได้ 20 kWh ต่อวัน ปีหนึ่งมี 365 วัน ภายใต้สมมติฐานนี้ ปีหนึ่งหลังคาโซลาร์เซลล์บ้านจะผลิตไฟฟ้าออกมาได้ 10,950,000,000 kWh หรือแปลงเป็นหน่วยที่ใหญ่กว่าก็จะได้เป็น 10.6 TWh หรือประมาณ 5% ของไฟฟ้าที่ใช้ในไทยปัจจุบัน


แน่นอนนี่ยังไม่เพียงพอจะทดแทนการนำเข้า แต่ถ้าเราเพิ่มครัวเรือน "ติดโซลาร์" เป็น 25% โดยคงสมมติฐานอื่นๆ ทั้งหมด เราก็จะเห็นว่าครัวเรือนไทยจะสามารถผลิตไฟฟ้าพลังโซลาร์ได้ถึง 36.5 TWh ต่อปีหรือสามารถทดแทนการนำเข้าไฟฟ้าในปัจจุบันได้พอดี (และผลิตมาได้เกินหน่อยด้วย)


นี่เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะถ้าเราย้อนมาดูตัวเลข เราก็จะเห็นเลยว่าความต้องการไฟฟ้าในไทยที่มากขึ้นในรอบ 15 ปี ส่วนที่มากที่สุด มาจากที่พักอาศัย และจำนวนครัวเรือนแบบ "บ้านเดี่ยว" ก็ขยายตัวไกล้เคียงกันในช่วงเดียวกัน (ทั้งปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากครัวเรือน และจำนวนบ้านเดี่ยวขยายตัวประมาณ +70% เหมือนกันในช่วงปี 2010-2025) นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ถ้าเราขยายการติดโซลาร์เซลล์ไปตามการขยายตัวของบ้านเรือนได้ เราจะมีโอกาสลดการนำเข้าไฟฟ้าได้ในระยะยาว



ความเป็นไปได้ที่จะไม่ต้องนำเข้าไฟฟ้า


ถ้ามองในเชิงพลังงานสะอาด การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์อาจไม่ช่วยให้การผลิตไฟฟ้าในไทยสะอาดขึ้นเท่าไร แต่ถ้าดูจากแนวโน้มระยะยาว ที่ปัจจุบันไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับครัวเรือนมากขึ้นจนต้องมีการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ไทยอาจมีปัญหา “ความมั่นคงทางพลังงาน” ได้จากการไม่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในประเทศได้พอเพียง


ดังนั้นการส่งเสริมให้ชาวไทยติดตั้งโซลาร์เซลล์ตาม “บ้านเดี่ยว” ในแนวทาง “หลังคาโซลาร์” มันจะช่วยด้านความมั่นคงทางพลังงานได้แน่นอน


แต่มากกว่านั้น สิ่งที่ต้องไม่ลืมเช่นกันก็คือ ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มเลยในรอบ 15 ปี ภาคอุตสาหกรรมก็สามารถทำ “หลังคาโซลาร์” ได้เช่นกัน และจะมีพลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่าครัวเรือนอีกมหาศาล แน่ๆ เพราะหนึ่งโรงงานใหญ่ๆ ถ้าติดโซลาร์แบบจริงจังเต็มหลังคาโรงงาน ก็น่าจะพลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า หมู่บ้านหนึ่งหมู่บ้านที่บ้านแต่ละหลังเป็นหลังคาโซลาร์ทั้งหมดด้วยซ้ำ


ดังนั้นในแง่นี้ ไทยยังมีศักยภาพในการติดตั้งระบบโซลาร์อีกมาก ซึ่งข้อดีก็คือ ในภาคอุตสาหกรรมที่ดำเนินการ “ช่วงกลางวัน” เป็นหลัก ก็มักเห็นความคุ้มค่าของการทำ “หลังคาโซลาร์” จากต้นทุนที่ถูกลงมาก และทำการติดตั้งอย่างต่อเนื่องโดยที่ภาครัฐแทบไม่ต้องทำการกระตุ้นด้วยซ้ำไปก่อนหน้านี้แล้ว


สิ่งที่ภาครัฐไทยอาจต้องผลักดันจริงจังนั้นอาจเป็นการทำ “หลังคาโซลาร์” ในระดับครัวเรือนทั่วไป ซึ่งได้ทำไปบ้างแล้ว แต่สิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชน "ติดโซลาร์เซลล์" มากขึ้นอีก คือการให้สิทธิ์เอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านสายไฟฟ้าของรัฐ หรือใช้ระบบที่เรียกว่า Direct PPA นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ "โซเดียมไอออน" ที่จะทำให้การติดตั้ง "ระบบไฮบริด" ต่ำลงก็น่าจะกระตุ้นให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์กันมากขึ้น


ทั้งหมดเป็นเรื่องของอนาคต แต่ที่ชัดเจนตอนนี้คือ การผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ก็น่าจะโตแน่นอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน


อัางอิง:


-----------------

---

---

---

ความคิดเห็น


bottom of page