top of page

ตอบทุกคำถาม "โซลาร์ภาคประชาชน" สำหรับผู้เริ่มต้น!

  • tanachaiv
  • 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

 


ผู้อยาก "ลดค่าไฟฟ้า"ควรอ่าน!

ผู้ตั้งใจจะ "ติดโซลาร์เซลล์" ยิ่งต้องอ่าน!!!





1. โซลาร์ภาคประชาชนคืออะไร?


"โครงการโซลาร์ภาคประชาชน พ.ศ. 2569" เป็นโครงการเปิดให้ประชาชนทั่วไปที่ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์สามารถขายไฟฟ้าที่ตัวเองผลิตคืนให้กับการไฟฟ้าได้ โดยโครงการนี้เป็นของกระทรวงพลังงาน และดำเนินการผ่านการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเริ่มเปิดตัวโครงการในวันที่ 1 ก.ค. 2026 นี้



2. ทำไมประชาชนต้องขายไฟฟ้าคืนให้การไฟฟ้าฯ?


ปัจจุบันในช่วงเวลากลางวันในประเทศไทยโดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศร้อน มีความต้องการใช้กระแสไฟฟ้ามหาศาลระดับที่ผลิตใช้ในประเทศไทยไม่พอ รัฐเลยต้องการเพิ่มศักยภาพผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในประเทศมากขึ้น ผ่านการให้มีการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือน


อย่างไรก็ดี การติดตั้ง "ระบบโซลาร์เซลล์" ที่ราคาย่อมเยาในปัจจุบันถ้าต้องการ "คืนทุน" ภายในไม่เกิน 5 ปี จะต้องละเว้นการติด "แบตเตอรี่" ในระบบเพราะแบตเตอรี่ยังมีราคาค่อนข้างสูง ปัญหาที่ตามมาก็คือระบบโซลาร์เซลล์ที่ปราศจากแบตเตอรี่ ถ้าผลิตไฟฟ้าออกมาแล้วไม่นำไปใช้เลย จะผลิตมาอย่างสูญเปล่า ต้องทิ้งไป เพราะไม่มี "แบตเตอรี่" จัดเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ และนั่นทำให้ระยะเวลาคืนทุนอาจยาวขึ้น หรือค่าไฟอาจไม่ลดลงอย่างที่ประเมิน


เช่นถ้ามีการประเมินจากทางผู้ติดตั้งว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้เต็มที่ 2,000 บาท แต่ถ้าครัวเรือนไม่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันเลย (ความหมายของ "กลางวัน" ในระบบโซลาร์เซลล์คือช่วงประมาณ 10.00-14.00 ซึ่งเป็นช่วงที่แผ่นโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุด เพราะแดดแรงที่สุด) ในเดือนนั้น ค่าไฟฟ้าน่าจะลดลงได้ไม่ถึง 2,000 บาท


สิ่งที่ภาครัฐเสนอก็เลยเป็นการ "รับซื้อ" พลังงานส่วนที่ครัวเรือนผลิตมาแล้วไม่ได้ใช้ ซึ่งลักษณะของการรับซื้อนั้น ทางการไฟฟ้าฯ จะนำมูลค่าไฟฟ้าที่รับซื้อไป ไปหักลบในบิลค่าไฟฟ้าในรอบบิลนั้นๆ และจะทำให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าไฟฟ้าได้ทั้งที่ไม่มีการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันซึ่งเป็นเวลาที่ระบบโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุด และไม่ได้ติดแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟฟ้าเอาไว้ใช้ภายหลัง


ทั้งหมดเป็นไปเพื่อจูงใจให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่มักไม่อยู่บ้านตอนกลางวัน (เพราะต้องออกไปทำงาน) ได้ประโยชน์จากการติดโซลาร์เซลล์แบบไม่ติดตั้งแบตเตอรี่ร่วมด้วย 




3.การไฟฟ้าฯ รับซื้อไฟฟ้าคืนอย่างไร?


ภายใต้โครงการโซลาร์ภาคประชาชน พ.ศ. 2569 การไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าคืนเป็นหน่วย โดยรับซื้อคืนหน่วยละ 2.20 บาท เป็นเวลา 10 ปี ราคานี้ เป็นราคาที่การไฟฟ้าฯ ขายไฟฟ้าให้ประชาชนในหน่วยแรกๆ (ประมาณ 15 หน่วยแรก) ก่อนจะปรับขึ้นแบบขั้นบันได


วิธีการชำระเงินของการไฟฟ้าฯ สำหรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนก็คือ การไฟฟ้าจะนำ "มูลค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากประชาชน" ไปลดในบิลค่าไฟฟ้า เช่น ถ้าประชาชนผลิตไฟฟ้าให้การไฟฟ้าในเดือนนั้น 100 หน่วย ค่าไฟฟ้าเดือนนั้นก็จะลดลงไป 220 บาท


โดยถ้าประชาชน ผลิตไฟฟ้าขายให้ทางการไฟฟ้าฯ มากพอ หรือใช้ไฟฟ้าจากทางการไฟฟ้าฯ ในปริมาณน้อยพอ ประชาชนก็อาจไม่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเลยในเดือนนั้นเลยก็ได้ เพราะปริมาณไฟฟ้าที่ขายไปมีมูลค่ามากกว่าที่ใช้


แต่สิ่งที่ประชาชนต้องเข้าใจเช่นกันก็คือ ในขณะที่การไฟฟ้าฯ ซื้อไฟฟ้าจากประชาชนที่มูลค่าตายตัวที่หน่วยละ 2.20 บาทภายใต้ "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" แต่อัตราค่าไฟฟ้าก็อาจเปลี่ยนได้เสมอตามวิจารณญาณของกระทรวงพลังงาน ดังนั้นถ้ามีการขึ้นค่าไฟฟ้าหลังจากติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ไปแล้ว ประชาชนก็ต้องเข้าใจเช่นกันว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายก็อาจเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ประชาชนจะได้เช่นกันก็คือการที่ระบบโซลาร์เซลล์มาแบ่งเบาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนใช้ในช่วงเวลากลางวันที่มีการผลิตไฟฟ้า






4.แล้วฉันควรจะติดโซลาร์เซลล์แล้วเข้าร่วม "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" หรือไม่?


โดยทั่วไปโครงการโซลาร์ภาคประชาชนจะเหมาะสมกับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่ติดตั้งแบตเตอรี่ เพราะจะทำให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าขายไฟฟ้าคืนกับทางการไฟฟ้าฯ ได้เต็มที่ ไม่ต้องแบ่งการผลิตส่วนที่เกินจากที่ใช้มาใส่แบตเตอรี่ด้วย ซึ่งจะติดระบบนี้จะคุ้มหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประชาชนนั้นๆ ซึ่งก็เป็นไปตามไกด์ไลน์ความคุ้มค่าในการติดโซลาร์เซลล์แบบปกติที่ผู้ให้บริการติดตั้งจะแนะนำคล้ายๆ กัน 


พื้นฐานคือถ้าเป็นครัวเรือนที่มี "การใช้ไฟฟ้าในตอนกลางวัน" ในปริมาณมาก การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ก็จะยิ่งคุ้มค่า ไม่ว่าจะนั่นจะเป็นการใช้ไฟฟ้าที่มากด้วยการใช้บ้านเป็นโฮมออฟฟิศ การมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในบ้าน หรือมีการเลี้ยงเด็กเล็ก ถ้าเป็นแบบนี้ การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ยากจะไม่คุ้ม ยากจะไม่ "คืนทุน" ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี ภายใต้ราคาอุปกรณ์รวมตั้งค่าบริการติดตั้งในปัจจุบัน (เน้นว่าต้องไม่ติดแบตเตอรี่ถึงจะคืนทุนในกรอบเวลานี้ได้)


แต่ถ้าช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้ามีลักษณะก้ำกึ้ง เช่น มีการ Work from Home แค่บางวันของสัปดาห์ มีการใช้เครื่องปรับอากาศหนักๆ ช่วงกลางวันแค่วันเสาร์อาทิตย์ ทางผู้ติดตั้งอาจต้องพิจารณาความคุ้มทุนดีๆ และต้องยอมรับว่า แม้ว่าจะมีการเข้าร่วม "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน พ.ศ. 2569" ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ อาจเกิน 5 ปี ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนการติดตั้ง แต่ใดๆ ก็ตาม การเข้าร่วม "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" จะทำให้เวลาคุ้มทุนในการติดตั้งมาถึงเร็วกว่าไม่เข้าร่วมแน่นอน





5. ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ถูกที่สุดมีต้นทุนเท่าไร?


ต้นทุนของการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เป็นไปได้อย่างหลากหลาย เป็นไปได้ตามสเปคของอุปกรณ์ทุกส่วน ที่มีหลากหลายมาก และในที่นี้เราจะพูดถึงการติดตั้งเพื่อเข้าร่วมโครงการ "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" เป็นหลัก


ต้องเข้าใจก่อนว่าการติดโซลาร์เซลล์ใช้แบบไม่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้า เป็นสิทธิของประชาชนไทยทุกคนในปัจจุบัน ต้นทุนการทำระบบสำหรับบ้านเรือนต่างกันไปตามอุปกรณ์และค่าจ้างบุคลากรติดตั้ง สามารถเป็นไปได้อย่างหลากหลากมากๆ ตามแต่อุปกรณ์ที่ใช้ หากเป็นช่างไฟฟ้าที่มีความรู้และทำระบบเองใช้เอง ถ้าระบบไม่ใหญ่มากมีความเป็นไปได้ที่ต้นทุนระบบจะเริ่มต้นที่ไม่เกิน 100,000 บาท ระบบแบบนี้เรียกในทางเทคนิคว่าระบบแบบ Off-Grid ซึ่งประชาชนบางส่วนก็นิยมติดตั้งระแบบแบบนี้ให้มีไฟฟ้าใช้ในที่โล่งแบบทุ่งนา และบางทีก็จะเรียกระบบแบบนี้ว่า "ชุดนอนนา"


แต่ถ้ามีการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ของบ้านกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ เพื่อจะเข้าร่วม "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" จะต้องมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่ม และมีต้นทุนที่เพิ่มมาดังนี้



  1. ระบบโซลาร์เซลล์ต้องใช้อุปกรณ์ตามที่ทางการไฟฟ้ากำหนด เช่น Inverter ต้องอยู่ในลิสต์ที่กำหนด หรือถ้าเป็นอุปกรณ์รุ่นใหม่กว่าที่กำหนดในลิสต์ ก็ต้องมีการแนบเอกสารยืนยันการทดสอบอุปกรณ์ประกอบ เป็นต้น ดังนั้นถ้าจะเข้าร่วม "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" อาจไม่สามารถใช้อุปกรณ์ที่ราคาถูกที่สุดแบบ "ชุดนอนนา" ได้ แต่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานขั้นต่ำตามที่การไฟฟ้ากำหนด เพื่อมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกัน


  2. ต้องมีการแนบเอกสารด้านเทคนิคต่างๆ ตั้งแต่แผนผัง "วงจรไฟฟ้า" (ในทางเทคนิคเรียกว่า Single Line Diagram) ที่ใช้ไปด้วยในการสมัครเค้าร่วมโครงการ เอกสารพวกนี้ต้องได้รับการเซ็นโดยวิศวกรไฟฟ้าที่อยู่ในภาคีวิศวกร ซึ่งถ้าว่าจ้างให้วิศวกรตรวจแบบให้ มักจะมีค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่แน่นอน (อาจถึงหลัก 10,000 บาท)


  3. มีการขอจดแจ้งเพื่อเชื่อมต่อระบบโซลาร์เซลล์กับไฟฟ้าของทางการไฟฟ้า โดยมี “ค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า” 2,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยเงินนี้จะเสียตอนท้ายสุดตอนทุกอย่างผ่านหมดแล้ว นั่นคือเงินนี้จะไม่เสีย ถ้าแบบไม่ผ่าน และไม่ได้เข้าร่วมโครงการ



ทั้งนี้ เอกสารทั้งหมด ของทางการไฟฟ้านครหลวงดูได้ที่ https://www.mea.or.th/other-services/electricity-producers/purchase-of-electricity/lvQXrK5B7 และทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดูได้ที่ https://ppim.pea.co.th/app/v1/project/solar/detail/6a3df059ee9f0e286c0a1766


ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากพอควร ต้องใช้ความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า พร้อมทั้งมีความอดทนด้านการจัดการเอกสารมากพอสมควร (เพราะใช้เอกสารไม่ใช่แค่ชิ้นสองชิ้น) นี่เลยทำให้โดยทั่วไปบริษัทที่รับติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ มักจะมีบริการจดแจ้งแบบ "ครบวงจร" แบบจ่ายเงินก้อนเดียวจบ ทางผู้ติดตั้งจะให้บริการตั้งแต่สำรวจหน้างาน ติดตั้ง ทดสอบระบบ จนถึงไปเดินเรื่อง "เชื่อมต่อระบบไฟฟ้า" กับการไฟฟ้าฯ ให้เสร็จสรรพ พร้อมทั้งมีบริการหลังการขายตามแต่จะเสนอ





6. ถ้าไม่รู้เรื่องไฟฟ้าเลย จะประเมินค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์อย่างไร?


ในความเป็นจริงทุกวันนี้ บริการ "ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์" ของผู้ติดตั้งชั้นนำทั่วไปจะมีบริการ "เชื่อมต่อระบบไฟฟ้า" กับทางการไฟฟ้าฯ แถมให้อยู่แล้ว เพราะเป็นกระบวนการที่มีรายละเอียดด้านเอกสารมาก และบุคคลทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้ามักจะมีปัญหาด้านการเตรียมเอกสาร (แค่จะหาวิศวกรมาตรวจแบบ ก็เป็นเรื่องยากแล้ว) ซึ่งนี่เป็นข้อดีของการรับบริการจากผู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ชั้นนำที่มีประสบการณ์ ซึ่งคนก็ใช้บริการติดตั้งแบบนี้มากระดับที่ “การไฟฟ้าฯ” มีฟอร์มเอกสารมอบอำนาจสำเร็จรูปเอาไว้ให้ (เพราะในทางเทคนิค การเข้าร่วมโครงการต้องทำโดย "เจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า" เอง แต่มีการอนุโลมให้ "มอบอำนาจ" ให้บุคคลอื่นทำแทนได้)


คำถามต่อมา แล้ว "ราคา" การตั้งตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร? จริงๆ แล้วถ้าใครมีประสบการณ์ในการสืบค้นราคาของผู้ติดตั้งที่มีประสบการณ์และมีความน่าเชื่อถือเจ้าต่างๆ ก็มักจะพบว่าราคาไม่หนีกันเท่าไร เช่น ถ้าจะดูราคาอ้างอิงของการติดตั้งผ่านผู้รับเหมาของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (ดูได้ที่ https://peasolar.pea.co.th/ ) เราก็จะพบว่าระบบโซลาร์เซลล์สำหรับระบบไฟฟ้าแบบ 1 เฟส ที่มีกำลังการผลิต 5 kWp (ความหมายคือ ระบบผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 5kW ตอนช่วงแดดแรงที่สุดของวัน) ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของบ้านเรือนแบบกลางๆ ที่เหมาะกับการผลิตใช้เอง ราคาค่าติดตั้งจะตกอยู่ประมาณ 150,000 บาท และโดยทั่วไปอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะมีการรับประกันขั้นต่ำ 10 ปี (ควรเช็คให้ละเอียดอีกที) ซึ่งถ้ามองว่าราคาของทางการไฟฟ้าฯ เป็นราคาอ้างอิง ก็จะทำให้สามารถเปรียบเทียบราคากับผู้ติดตั้งเอกชนเจ้าอื่นๆ ได้ง่าย ทั้งนี้ สิ่งที่พึงพิจารณาเช่นกันก็คือ "ค่าสำรวจหน้างาน" และ "บริการหลังการขาย" ที่ผู้ให้บริการแต่ละเจ้ามีความต่าง พอสมควร


ส่วนจะใช้ระบบแบบไหน? จริงๆ มี 2 คำถามที่ต้องตอบ คำถามแรกคือ จำนวนเฟสไฟฟ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าที่บ้านใช้ คำถามที่สองคือค่าไฟฟ้าแต่ละเดือน ซึ่งจะโยงกับขนาดของระบบการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสมสำหรับบ้านเรือน


อย่างแรกสุด ต้องตรวจสอบก่อนว่าไฟฟ้าที่ใช้ที่เป็น 1 เฟส หรือ 3 เฟส วิธีเช็คคือไปดูที่มิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ ที่บ้าน ปกติจะมีเขียนบอกเห็นชัดเจน (โดยทั่วไป บ้านเรือนขนาดเล็กถึงกลางทั่วไปจะใช้ 1 เฟส) ซึ่งนี่เป็นสิ่งพื้นฐานที่ต้องรู้ของระบบไฟฟ้าที่บ้านใช้ เพราะต้นทุนค่าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ของไฟฟ้า 1 เฟส กับ 3 เฟสนั้นต่างกันพอสมควร


อย่างที่สอง ค่าไฟฟ้าต่อเดือน ในทางปฏิบัติค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนต่างกันอยู่แล้วตาม "ความร้อน" ที่เจอ คำแนะนำคือให้เอาค่าไฟฟ้าช่วงราวกลางปี (เดือน มิ.ย.-ก.ค.) เป็นฐานเพราะเป็นช่วงที่อากาศไม่ร้อนและเย็นเกินไป และทำให้ค่าไฟฟ้าช่วยนี้จะเป็น "ค่ากลาง" ของทั้งปี

โดยทั่วไปคำแนะนำมาตรฐานคือเราควรจะติดตั้งระบบที่จะประหยัดไฟฟ้าได้ครึ่งหนึ่งของช่วงกลางปี เพื่อให้หน้าหนาว (ที่อาจไม่เปิดแอร์เลย) ไม่มีการผลิตไฟฟ้าโดยไม่ใช้อย่างสูญเปล่าไปทุกปี และให้ผู้ติดตั้งคิดเน้นผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก และให้ถือว่า "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" เป็นโครงการเสริมเพื่อไม่ให้มีการผลิตไฟฟ้าอย่างสูญเปล่าเท่านั้น


ซึ่งหากอธิบายง่ายๆ ในทางปฏิบัติเลยโดยทั่วไปคร่าวๆ อาจเป็นแบบนี้


ถ้าค่าไฟฟ้า 3,000 บาทต่อเดือน เค้าจะแนะนำระบบแบบ 3 kWp เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 1,500 บาท


ถ้าค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือน เค้าจะแนะนำระบบแบบ 5 kWp เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 2,500 บาท


ถ้าค่าไฟฟ้า 10,000 บาทต่อเดือน เค้าจะแนะนำระบบแบบ 10 kWp เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 5,000 บาท



ทั้งนี้ สิ่งที่พึงระวังในการเข้าร่วม "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" ก็คือ ทาง "การไฟฟ้า" จะมีเพดานรับซื้อไฟฟ้าเพียง 5 kW เท่านั้น ดังนั้นถ้ามีการผลิตไฟฟ้าเกินนี้ จะมีการบังคับติดอุปกรณ์จำกัดการส่งไฟฟ้ากลับคืนการไฟฟ้าฯ (และมีงานเอกสารที่ยุ่งขึ้น) ดังนั้นระบบที่เหมาะที่สุดในการเข้าร่วม "โครงการโซลาร์ภาคประชาชน" ก็คือระบบ 5 kWp นั่นเอง ซึ่งคิดง่ายๆ ถ้าติดระบบ 5 kWp แล้วดับไฟทั้งบ้านกระทั่งตู้เย็น (สมมติว่าไปต่างจังหวัด/ต่างประเทศ) ระบบก็จะผลิตไฟฟ้าไปขายการไฟฟ้าได้ 100% ไม่มีส่วนที่จะถูกตัดออกเพราะเกินกว่าที่การไฟฟ้าฯ รับซื้อ


ส่วนระบบที่ใหญ่กว่า 5 kWp สามารถเข้าร่วมได้ แต่ก็ต้องมีการจัดการระบบเพิ่ม และต้องเข้าใจเช่นกันว่าความคุ้มค่าจะลดลง เพราะไฟฟ้าที่ผลิตมากเกินความต้องการบางส่วน จะไม่สามารถขายคือการไฟฟ้าได้





7. สุดท้าย รัฐมีแต่ "โซลาร์ภาคประชาชน" มาสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์เหรอ?


ในความเป็นจริง "โซลาร์ภาคประชาชน" เป็นหนึ่งในโครงการหลายๆ โครงการที่รัฐมีแผนจะสนับสนุนเพื่อให้คนติดโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น โดยมาตรการพวกนี้มาจากกระทรวงที่ต่างกัน โครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" เป็นของกระทรวงพลังงาน เริ่มใช้ครึ่งหลังปี 2026 ก่อนหน้านี้ไม่นานกระทรวงการคลัง ออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย ที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ได้แล้วในปีภาษี 2026 นี้จะดำเนินไปถึงปีภาษี 2028


โดย ณ ปัจจุบันประชาชนผู้ติดระบบโซลาร์เซลล์ ต้องเลือกใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น กล่าวคือ ถ้าจะเข้าร่วม "โซลาร์ภาคประชาชน" ของกระทรวงพลังงาน ก็จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ของกระทรวงการคลังไม่ได้ (ลดหย่อนให้สูงสุด 200,000 บาท) ซึ่งประชาชนก็ต้องคิดคำนวณเองว่าแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด


และ ณ ปัจจุบัน กระทรวงหมาดไทยได้มีการเสนอมาตรฐานให้เงินอุดหนุน 10,000 บาท สำหรับครัวเรือนที่ติดโซลาร์เซลล์ แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าถ้าใช้สิทธิรับเงินอุดหนุนนี้แล้ว จะยังคงสิทธิ์ร่วม "โซลาร์ภาคประชาชน" หรือสิทธิ์ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยหรือไม่

ทั้งนี้ แนวโน้มโดยรวม ภาครัฐน่าจะมีมาตรการกระตุ้นต่อเนื่องให้ชาวไทยมีการติดโซลาร์เซลล์ไปเรื่อยๆ ซึ่งประชาชนจะรอมาตรการใหม่ๆ และไม่เร่งรีบติดโซลาร์เซลล์ก็ได้ แต่ก็อาจต้องตระหนักเช่นกันว่าประชาชนก็จะเสียโอกาสจ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือนน้อยลงไปทุกเดือนที่ยังรอโครงการใหม่ๆ อยู่ เพราะ "แสงแดด" ที่ส่องมายังโลกนั้นเป็น "พลังงานฟรี" ที่รอให้เราติดอุปกรณ์เพื่อเก็บเกี่ยวไปใช้นั้นก็ส่องมาทุกวัน




อ้างอิง:



-----------------

------------

--------

------

----

--

--

ความคิดเห็น


bottom of page