top of page

ไทยกำลังจะมีการซื้อขายพลังงานโดยตรงระหว่างเอกชนด้วยกันหรือที่เรียกว่า Direct PPAว่าแต่มันจะนำไปสู่อะไร?

  • tanachaiv
  • 3 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที


หลายๆ คนน่าจะรู้แล้วว่าไทยกำลังเป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลของบริษัทนานาชาติจำนวนมาก ซึ่งบางคนก็กังวลว่าไฟฟ้าในไทยยังไม่พอใช้ ยังต้องนำเข้าจากต่างชาติ เราจะมีการตั้งศูนย์ข้อมูลมันจะไหวเหรอ?


ในความเป็นจริง ทางภาครัฐมีคำตอบอยู่แล้ว เพราะรัฐมีการเปิดโครงการให้เอกชนทำสัญญาซื้อขายพลังงานกันเอง โดยส่งผ่านเครือข่ายไฟฟ้า หรือ "สายไฟฟ้า" ของภาครัฐได้ ซึ่งโครงการแบบนี้เรียกว่า Direct Power Purchasing Agreement หรือมักจะเรียกย่อๆ ว่า Direct PPA


นี่เป็นมิติใหม่ของพลังงานไทย เพราะภาครัฐไม่เคยอนุญาตให้มีการทำ Direct PPA มาก่อน หรือพูดอีกแบบ คือในไทย เราไม่เคยสามารถผลิตไฟฟ้าจากที่หนึ่ง และส่งไฟฟ้าผ่านสายไฟของการไฟฟ้า ไปขายอีกที่หนึ่งได้มาก่อน ซึ่งโครงการนำร่องนี้ รัฐมีโควต้าให้มีการซื้อขายไม่เกิน 2 GW เท่านั้น


ความน่าสนใจก็คือ นี่เป็นสิ่งใหม่ของสังคมไทย มันน่าจะมีสิ่งอื่นๆ ตามมา แล้วอะไรล่ะจะตามมาบ้าง?



ไฟฟ้าเสรี: ปลายทางของ Direct PPA?


คุณพอล (ศุภฤกษ์ แสนทวี) CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Greenergy (Thailand) ได้แสดงวิสัยทัศน์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า "มันคือการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน มันคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การคิดค่าไฟฟ้าของประเทศ"



"ระยะสั้นคือทำให้ศูนย์ข้อมูลมีไฟฟ้าใช้ ระยะกลางคือจะทำให้ค่าไฟฟ้าของ SME ลดลง ระยะยาวคือการเปลี่ยนระบบการคิดค่าไฟฟ้าของทั้งประเทศ"

ไอเดีย ของ Direct PPA ใน "ระยะสั้นคือทำให้ศูนย์ข้อมูลมีไฟฟ้าใช้ ระยะกลางคือจะทำให้ค่าไฟฟ้าของ SME ลดลง ระยะยาวคือการเปลี่ยนระบบการคิดค่าไฟฟ้าของทั้งประเทศ" โดยความหมายก็คือ ปัจจุบันในโครงการที่รัฐประกาศมา Direct PPA เป็นไปแค่ตอบโจทย์การใช้ไฟฟ้าของอุตสาหกรรมใหม่ ที่ใช้พลังไฟฟ้าสูงอย่างศูนย์ข้อมูล แต่ถ้ามีการขยายให้พวกธุรกิจเอกชนสามารถรับซื้อพลังงานจากเอกชนโดยตรงผ่าน Direct PPA สิ่งที่จะตามมาก็คือต้นทุนด้านพลังงานของธุรกิจเอกชนก็จะลดลง และถ้าไปสุดทางก็คือระบบการคิดค่าไฟฟ้าของทั้งประเทศก็ต้องเปลี่ยนไปทั้งหมด


คุณพอลขยายความว่า ถ้าไปถึงที่สุดมันจะยิ่งกว่าระบบ Direct PPA "ถ้าต่างประเทศเค้าจะใช้ระบบ Net Metering คุณผลิตเกินเท่าไรก็หักลบไป”  ซึ่งนั่นคือการไปถึงที่สุด ทุกครัวเรือนจะมีสิทธิ์ผลิตไฟฟ้าส่งเข้าส่วนกลางหมด ไม่มีโควต้า ใครผลิตไฟฟ้าได้เกินที่ใช้ อย่างน้อยที่สุดก็จะได้รับการลดหน่วยค่าไฟฟ้าที่ใช้ตามการผลิตเกินแบบหน่วยต่อหน่วย และปลายทางนี้จะเรียกว่าภาวะ "ไฟฟ้าเสรี" ก็ได้ ซึ่งความหมายคือการผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้นแพร่หลาย สามารถผลิตคืนกลับส่วนกลางก็ได้ แต่ก็สามารถเอาไปขายเองได้เช่นกัน ซึ่ง "เสรี" ในที่นี้คือไม่มีการผูกขาดการซื้อขายไฟฟ้าจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง (ซึ่งมักจะเป็นรัฐวิสาหกิจ)


คุณพอลบอกว่า "ถ้าไฟฟ้าเสรี คนจะซื้อไฟฟ้าจากที่ไหนก็ได้ การแข่งขันจะมากขึ้นจะทำให้ราคาลดลงเอง" เช่น "ถ้าผมทำระบบโซล่าร์มา 5 ปี ผมคุ้มทุนแล้ว ผมจะขายไฟฟ้าหน่วยไม่ถึง 1 บาทผมก็ขายได้" ซึ่งภาวะที่ใครก็สามารถเอาไฟฟ้ามาขายได้นี้ ก็จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา และทำให้ราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทยทั้งประเทศถูกลงในที่สุด



ความท้าทายของการกระจายการผลิตไฟฟ้าของไทย


แน่นอน นี่เป็นภาพอุดมคติ ซึ่งคุณหนึ่ง (โสภณ อัศวานุชิต) CFO และผู้ก่อตั้งบริษัท Greenergy (Thailand) ก็ได้พูดถึงความท้าทายของปลายทางนี้


"Decentralization จะกระจายความเสี่ยงในการผลิตไฟฟ้า"

คุณหนึ่งบอกว่า "Decentralization จะกระจายความเสี่ยงในการผลิตไฟฟ้า" ก็จริง แต่มัน "ไม่ใช่จะดี ถ้าคุมคุณภาพไม่ได้ อเมริกาเป็นประเทศแรกที่ทำแบบนี้ ผลคือคนแข่งขันจนมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนจริง แต่การผลิตส่วนเกินก็แทบไม่มี ซึ่งผลก็คือทำให้ไฟดับบ่อย มันมีประสิทธิภาพเกินไป มันไม่มีช่องว่าง ให้ความผิดพลาด"


ความน่าสนใจคือ ถ้าไทยจะผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์แบบไม่รวมศูนย์ ประเทศไทยสามารถมีกำลังการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์มากมาย ในขณะที่ความต้องการมันอาจนิดเดียว ถ้าเทียบกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลและแดดแรงๆ ของประเทศไทย ถ้าจะผลิตจริงๆ ให้เกินการใช้ มันไม่ได้ยากเลย แต่ "ปัญหาคือโครงสร้างพื้นฐานของเราเก่ามาก มันยังไม่พร้อมจะกระจายการผลิตไฟฟ้า"


คุณหนึ่งเน้นว่า "มันต้องมี Smart Grid ต้องมี Smart Metering ระบบต้อง Smart ก่อน" ที่จะกระจายการผลิตไฟฟ้า เพราะ "ถ้ากระจายอำนาจโดยระบบส่วนกลางไม่ดี มันก็จะพัง" ซึ่งนี่ในทางปฏิบัติหมายถึงว่า "มันต้องต้องมี Net Metering เพื่อความเป็นธรรมของการผลิตส่วนเกินของครัวเรือน มันต้องมี Smart Grid ที่จะรู้ว่าไฟฟ้าที่ผลิตมาเกินจะต้องส่งไปไหนต่อโดยตรง" ซึ่งระบบพวกนี้ เป็นระบบพื้นฐานของประเทศที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นสัดส่วนที่มากของการผลิตพลังงานในประเทศและเข้าใกล้ภาวะ Net Zero ด้านคาร์บอนขึ้นทุกวัน แต่ไทยยังห่างไกลจากภาวะที่ว่านั้น


แน่นอนว่าคุณหนึ่งเห็นปลายทางเดียวกับคุณพอล คือในระยะยาวถ้าระบบมันทำได้จริงค่าไฟฟ้าถูกลงแน่ แต่ "ในระยะสั้นและกลาง การเปลี่ยนผ่านของระบบมันจะวุ่นวายหน่อย" เพราะเราต้องลงทุนระบบการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานใหม่" ทั้งหมด


แต่อีกด้านคือ ถ้ารัฐยอมลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ "มันจะทำให้เกิดการจ้างงานมหาศาล มันจะทำให้เกิดบริษัทใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ มากมาย นี่ยังไม่นับผลทางอ้อมอีกสารพัด" ซึ่งก็แน่นอน ว่านั่นจะเป็นผลดีต่อทั้งระบบเศรษฐกิจระยะยาว และอัตราการจ้างงานระยะสั้นแน่นอน แต่รัฐก็ต้องมีความมุ่งมั่น เพราะโครงการนี้ใช้งบประมาณน่าจะมหาศาล และน่าจะมีความต่อเนื่องติดพันหลายรัฐบาล



Direct PPA การเดินทางอันท้าทายของไฟฟ้าเสรี


หากจะกล่าวโดยสรุป ประเทศไทยกำลังมีก้าวทางนโยบายที่สำคัญอย่างการเปิดให้เอกชนทำ Direct PPA เป็นครั้งแรก ซึ่งก้าวทางนโยบายนี้ ถ้าเป็นในต่างประเทศ มันคือจุดเริ่มของการเดินทางอันยาวไกลในการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตพลังงานของประเทศจนเป็นระบบไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบเสรีในที่สุด ซึ่งจะมีข้อดีทั้งด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ต้นทุนพลังงานภาคธุรกิจที่ต่ำลง รวมถึงความมั่นคงทางพลังงานของรัฐโดยรวมที่มีมากขึ้น


แต่ปัญหาก็คือเส้นทางนี้ไม่ได้ง่าย การจะไปในเส้นทางนี้ได้อย่างมั่นคงต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานใหม่อย่างมหาศาลก่อน รวมถึงการสร้างมาตรฐานความ "เสรี" ที่จะไม่ทำให้ระบบไฟฟ้าในประเทศมีคุณภาพการ "บริการ" ที่ต่ำลงตามราคาที่ต่ำลงก่อนด้วย


ซึ่งก็แน่นอนอีก ว่าหากสิ่งเหล่านี้ช้า "ค่าเสียโอกาส" ที่ทั้งสังคมและระบบเศรษฐกิจแบกรับก็จะมากขึ้น ด้วยเหตุผลพื้นๆ ว่า ณ ปัจจุบัน ในไทยการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มันมีต้นทุนที่ถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าแบบอื่นๆ ไปเรียบร้อยแล้ว และปัญหาพื้นฐานที่สุดคือโครงสร้างพื้นฐานเรายังอาจไม่รองรับการส่งกำลังการผลิตส่วนเกินในพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าเท่านั้นเอง


อ้างอิง:


-------------

----------

------

---

--

--

ความคิดเห็น


bottom of page