top of page

ภาษีคาร์บอน: แนวทางลดโลกร้อนที่ทุกธุรกิจต้องรู้

ภาษีคาร์บอน

ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจ หนึ่งในมาตรการที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) 

 

ภาษีคาร์บอน คืออะไร? 

ภาษีคาร์บอน คือ ภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยเฉพาะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ 

จุดประสงค์ของภาษีนี้คือ กระตุ้นให้ธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยมลพิษ และหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งช่วยชะลอภาวะโลกร้อนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว 


ทำไมต้องมีภาษีคาร์บอน? 

การปล่อยก๊าซคาร์บอนมากเกินไปเป็นปัจจัยหลักของภาวะโลกร้อน หากไม่มีมาตรการควบคุม อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า และพายุที่รุนแรงขึ้น 

การใช้ภาษีคาร์บอนเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจและประชาชนตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของการใช้พลังงานฟอสซิล และเป็นแรงจูงใจให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม 

 

  1. หลักการทำงานของภาษีคาร์บอน 

ภาษีคาร์บอนมีหลักการสำคัญคือ “ใครปล่อยมลพิษมาก ต้องจ่ายมาก” ซึ่งช่วยกระตุ้นให้บริษัทลดการใช้พลังงานฟอสซิลและพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

โดยทั่วไป รัฐบาลจะกำหนดอัตราภาษีตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คิดเป็นต้นทุนต่อหนึ่งตันของ CO2) เช่น หากโรงงานผลิตเหล็กปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ก็ต้องเสียภาษีสูงกว่าธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด 

 

  1. รูปแบบการจัดเก็บภาษีคาร์บอน 

รัฐบาลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนได้หลากหลายรูปแบบ เช่น 

  • การเก็บภาษีโดยตรงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: เป็นการเก็บภาษีจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาโดยตรง 

  • การเก็บภาษีจากเชื้อเพลิงฟอสซิล: เป็นการเก็บภาษีจากปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ ซึ่งถือเป็นแหล่งที่มาหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

  • การเก็บภาษีจากสินค้าและบริการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก: เป็นการเก็บภาษีจากสินค้าและบริการที่มีกระบวนการผลิตหรือการใช้งานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

 

  1. ผลกระทบของภาษีคาร์บอน 

1. ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม 

  • ธุรกิจที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวโดยเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด 

  • อุตสาหกรรมที่ปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบในตลาดและมีต้นทุนดำเนินการลดลงในระยะยาว 

2. ผลกระทบต่อภาคขนส่ง 

  • ต้นทุนเชื้อเพลิงอาจเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าสูงขึ้น 

  • เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกมากขึ้น 

3. ผลกระทบต่อประชาชน 

  • ค่าครองชีพอาจได้รับผลกระทบหากราคาสินค้าสูงขึ้น 

  • แต่ในระยะยาว รายได้จากภาษีคาร์บอนอาจถูกนำมาใช้สนับสนุนพลังงานสะอาดและช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน 


4. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้อากาศสะอาดขึ้น 

  • ลดปัญหามลพิษ เช่น ฝุ่น PM2.5 และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน 

ภาษีคาร์บอน กับ ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Trading) 

นอกจากภาษีคาร์บอนแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ใช้ควบคู่กันคือ ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นการกำหนดโควต้าการปล่อยคาร์บอนให้ธุรกิจ หากบริษัทใดปล่อยก๊าซน้อยกว่าที่กำหนด สามารถขายเครดิตให้ธุรกิจที่ปล่อยมลพิษสูงกว่าได้ 


ความแตกต่างของภาษีคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต : 

  • ภาษีคาร์บอน → เป็นการกำหนดอัตราภาษีตามปริมาณ CO₂ ที่ปล่อยออกมา 

  • คาร์บอนเครดิต → เป็นระบบที่ให้บริษัทซื้อขายโควต้าการปล่อยมลพิษกันเอง 

ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด 


สถานการณ์ภาษีคาร์บอนในประเทศไทย 

แม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีการเก็บภาษีคาร์บอนโดยตรง แต่ภาครัฐกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการนี้ โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน และอุตสาหกรรมหนัก 

นอกจากนี้ ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดการปล่อยมลพิษได้โดยไม่กระทบต้นทุนมากเกินไป 


การปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน 

หากภาษีคาร์บอนถูกนำมาใช้จริง ธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวโดย 

  • หันมาใช้พลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานหรือที่อยู่อาศัย 

  • ใช้ระบบขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า หรือระบบขนส่งมวลชน 

  • ลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคธุรกิจและครัวเรือน 

 

ภาษีคาร์บอน


ตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ 

หลายประเทศทั่วโลกได้นำภาษีคาร์บอนมาใช้และประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น 

  • สวีเดน: สวีเดนเป็นประเทศแรกๆ ที่นำภาษีคาร์บอนมาใช้ตั้งแต่ปี 1991 และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีคาร์บอนสูงที่สุดในโลก 

  • แคนาดา: แคนาดาได้นำภาษีคาร์บอนมาใช้ในหลายรัฐ และมีนโยบายที่จะเพิ่มอัตราภาษีอย่างต่อเนื่อง 

  • สหภาพยุโรป: สหภาพยุโรปมีระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งครอบคลุมหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ 

 

ความท้าทายและอุปสรรค 

การนำภาษีคาร์บอนมาใช้อาจพบกับความท้าทายและอุปสรรคหลายประการ เช่น 

  • ความท้าทายทางเศรษฐกิจ: ภาษีคาร์บอนอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

  • ความท้าทายทางการเมือง: การนำภาษีคาร์บอนมาใช้อาจได้รับการต่อต้านจากภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ภาคอุตสาหกรรม 

  • ความท้าทายทางสังคม: ภาษีคาร์บอนอาจส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจต้องมีมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบ 

 


บทบาทของภาครัฐ 

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและประชาชน เช่น 

  • การให้เงินอุดหนุน: ภาครัฐอาจให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจที่ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด หรือแก่ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 

  • การส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด: ภาครัฐอาจส่งเสริมการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีสะอาด เช่น การวิจัยและพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 

  • การสร้างความตระหนัก: ภาครัฐอาจสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 

 

โดยรวมแล้ว 

  • ภาษีคาร์บอน เป็นมาตรการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเก็บภาษีจากธุรกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิล 

  • มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ขนส่ง และประชาชน แต่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว 

  • ประเทศไทยกำลังศึกษาแนวทางนำภาษีคาร์บอนมาใช้ ควบคู่กับ ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต 

  • ธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวได้โดยการใช้ พลังงานสะอาด และลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น 




บริษัท กรีนเนอร์ยี่ ประเทศไทย จำกัด มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้งและดูแลตลอดอายุการใช้งาน ท่านสามารถติดต่อสอบถาม หรือขอคำปรึกษาได้ตามช่องทางดังนี้

เบอร์ติดต่อ : ฝ่ายขาย 081-235-6832

Line : @greenergy

อีเมล : sales@greenergythailand.com

เว็บไซต์ : www.greenergythailand.com

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page