ภาษีคาร์บอน: แนวทางลดโลกร้อนที่ทุกธุรกิจต้องรู้
- Anchisa S.
- 9 ก.พ.
- ยาว 1 นาที

ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจ หนึ่งในมาตรการที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
ภาษีคาร์บอน คืออะไร?
ภาษีคาร์บอน คือ ภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยเฉพาะจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
จุดประสงค์ของภาษีนี้คือ กระตุ้นให้ธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยมลพิษ และหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งช่วยชะลอภาวะโลกร้อนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ทำไมต้องมีภาษีคาร์บอน?
การปล่อยก๊าซคาร์บอนมากเกินไปเป็นปัจจัยหลักของภาวะโลกร้อน หากไม่มีมาตรการควบคุม อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ไฟป่า และพายุที่รุนแรงขึ้น
การใช้ภาษีคาร์บอนเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจและประชาชนตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของการใช้พลังงานฟอสซิล และเป็นแรงจูงใจให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม
หลักการทำงานของภาษีคาร์บอน
ภาษีคาร์บอนมีหลักการสำคัญคือ “ใครปล่อยมลพิษมาก ต้องจ่ายมาก” ซึ่งช่วยกระตุ้นให้บริษัทลดการใช้พลังงานฟอสซิลและพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยทั่วไป รัฐบาลจะกำหนดอัตราภาษีตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คิดเป็นต้นทุนต่อหนึ่งตันของ CO2) เช่น หากโรงงานผลิตเหล็กปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ก็ต้องเสียภาษีสูงกว่าธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด
รูปแบบการจัดเก็บภาษีคาร์บอน
รัฐบาลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนได้หลากหลายรูปแบบ เช่น
การเก็บภาษีโดยตรงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: เป็นการเก็บภาษีจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาโดยตรง
การเก็บภาษีจากเชื้อเพลิงฟอสซิล: เป็นการเก็บภาษีจากปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้ ซึ่งถือเป็นแหล่งที่มาหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การเก็บภาษีจากสินค้าและบริการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก: เป็นการเก็บภาษีจากสินค้าและบริการที่มีกระบวนการผลิตหรือการใช้งานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ผลกระทบของภาษีคาร์บอน
1. ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม
ธุรกิจที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวโดยเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด
อุตสาหกรรมที่ปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบในตลาดและมีต้นทุนดำเนินการลดลงในระยะยาว
2. ผลกระทบต่อภาคขนส่ง
ต้นทุนเชื้อเพลิงอาจเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าสูงขึ้น
เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกมากขึ้น
3. ผลกระทบต่อประชาชน
ค่าครองชีพอาจได้รับผลกระทบหากราคาสินค้าสูงขึ้น
แต่ในระยะยาว รายได้จากภาษีคาร์บอนอาจถูกนำมาใช้สนับสนุนพลังงานสะอาดและช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน
4. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้อากาศสะอาดขึ้น
ลดปัญหามลพิษ เช่น ฝุ่น PM2.5 และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน
ภาษีคาร์บอน กับ ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Trading)
นอกจากภาษีคาร์บอนแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ใช้ควบคู่กันคือ ระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นการกำหนดโควต้าการปล่อยคาร์บอนให้ธุรกิจ หากบริษัทใดปล่อยก๊าซน้อยกว่าที่กำหนด สามารถขายเครดิตให้ธุรกิจที่ปล่อยมลพิษสูงกว่าได้
ความแตกต่างของภาษีคาร์บอนและคาร์บอนเครดิต :
ภาษีคาร์บอน → เป็นการกำหนดอัตราภาษีตามปริมาณ CO₂ ที่ปล่อยออกมา
คาร์บอนเครดิต → เป็นระบบที่ให้บริษัทซื้อขายโควต้าการปล่อยมลพิษกันเอง
ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด
สถานการณ์ภาษีคาร์บอนในประเทศไทย
แม้ว่าประเทศไทยยังไม่มีการเก็บภาษีคาร์บอนโดยตรง แต่ภาครัฐกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการนี้ โดยเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน และอุตสาหกรรมหนัก
นอกจากนี้ ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดการปล่อยมลพิษได้โดยไม่กระทบต้นทุนมากเกินไป
การปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน
หากภาษีคาร์บอนถูกนำมาใช้จริง ธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวโดย
หันมาใช้พลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานหรือที่อยู่อาศัย
ใช้ระบบขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า หรือระบบขนส่งมวลชน
ลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคธุรกิจและครัวเรือน

ตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ
หลายประเทศทั่วโลกได้นำภาษีคาร์บอนมาใช้และประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น
สวีเดน: สวีเดนเป็นประเทศแรกๆ ที่นำภาษีคาร์บอนมาใช้ตั้งแต่ปี 1991 และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีคาร์บอนสูงที่สุดในโลก
แคนาดา: แคนาดาได้นำภาษีคาร์บอนมาใช้ในหลายรัฐ และมีนโยบายที่จะเพิ่มอัตราภาษีอย่างต่อเนื่อง
สหภาพยุโรป: สหภาพยุโรปมีระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งครอบคลุมหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ
ความท้าทายและอุปสรรค
การนำภาษีคาร์บอนมาใช้อาจพบกับความท้าทายและอุปสรรคหลายประการ เช่น
ความท้าทายทางเศรษฐกิจ: ภาษีคาร์บอนอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ความท้าทายทางการเมือง: การนำภาษีคาร์บอนมาใช้อาจได้รับการต่อต้านจากภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ภาคอุตสาหกรรม
ความท้าทายทางสังคม: ภาษีคาร์บอนอาจส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจต้องมีมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบ
บทบาทของภาครัฐ
ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจและประชาชน เช่น
การให้เงินอุดหนุน: ภาครัฐอาจให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจที่ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด หรือแก่ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์
การส่งเสริมเทคโนโลยีสะอาด: ภาครัฐอาจส่งเสริมการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีสะอาด เช่น การวิจัยและพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
การสร้างความตระหนัก: ภาครัฐอาจสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยรวมแล้ว
ภาษีคาร์บอน เป็นมาตรการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเก็บภาษีจากธุรกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิล
มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ขนส่ง และประชาชน แต่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ประเทศไทยกำลังศึกษาแนวทางนำภาษีคาร์บอนมาใช้ ควบคู่กับ ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต
ธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวได้โดยการใช้ พลังงานสะอาด และลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
บริษัท กรีนเนอร์ยี่ ประเทศไทย จำกัด มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้งและดูแลตลอดอายุการใช้งาน ท่านสามารถติดต่อสอบถาม หรือขอคำปรึกษาได้ตามช่องทางดังนี้
เบอร์ติดต่อ : ฝ่ายขาย 081-235-6832
Line : @greenergy
อีเมล : sales@greenergythailand.com
เว็บไซต์ : www.greenergythailand.com




ความคิดเห็น